Connectivity
การเชื่อมต่อ
รองรับการเข้าถึงอุปกรณ์ทั่วโลก จากเครือข่ายและผู้ให้บริการที่หลากหลายและโปรโตคอลที่แตกต่างกัน
แพลตฟอร์มจัดการอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากจากหลายแบรนด์ไว้ในที่เดียว สื่อสารรวดเร็ว Latency ต่ำ พร้อมความปลอดภัยของอุปกรณ์ทุกเครื่องและการสื่อสารที่เข้ารหัส เก็บและประมวลผลข้อมูลได้ในตัว ช่วยให้องค์กรก้าวสู่ Digital Transformation ได้เร็วขึ้น
แพลตฟอร์มการจัดการอุปกรณ์ IoT ที่ช่วยให้คุณสื่อสารและเชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็ว มี Latency ต่ำ มีมาตรการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ที่รับประกันความปลอดภัยของอุปกรณ์แต่ละเครื่อง ตลอดจนการสื่อสารที่ปลอดภัยระหว่างอุปกรณ์ ความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลและการประมวลผล ปรับแต่งได้สูง โดยมีกลไกสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดเก็บ และการพัฒนาแอปพลิเคชันอย่างรวดเร็ว

จุดแข็งสี่ด้านที่ทำให้เชื่อมต่อและดูแลอุปกรณ์จำนวนมากได้อย่างมั่นใจ
การเชื่อมต่อ
รองรับการเข้าถึงอุปกรณ์ทั่วโลก จากเครือข่ายและผู้ให้บริการที่หลากหลายและโปรโตคอลที่แตกต่างกัน
ประสิทธิภาพ
ให้อุปกรณ์หลายเครื่องได้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม IoT ได้ในเวลาเดียวกัน รับประกันความพร้อมใช้งาน 99.9%
ความปลอดภัย
รับรองความปลอดภัยของอุปกรณ์ ข้อมูลของคุณจะไม่ถูกดัดแปลงระหว่างการถ่ายโอนด้วยการเข้ารหัส
ความเข้ากันได้
มอบสิทธิ์การจัดการอุปกรณ์แบบ end-to-end ที่ให้คุณจัดการและตรวจสอบอุปกรณ์ได้แบบเรียลไทม์
เชื่อมอุปกรณ์ไม่กี่เครื่องเข้าคลาวด์นั้นง่าย แต่กองอุปกรณ์นับพันจากหลายแบรนด์ต้องการอีกหลายชิ้นส่วนที่แพลตฟอร์มเตรียมไว้ให้แล้ว
การต่ออุปกรณ์ไม่กี่เครื่องเข้ากับ Cloud VM สักตัวเป็นเรื่องง่าย แต่พอเป็นกองอุปกรณ์จำนวนมากจากหลายผู้ผลิต คุณจะต้องมี message broker สำหรับรับส่งข้อความ ระบบทะเบียนอุปกรณ์ (Device Registry) การยืนยันตัวตนรายเครื่อง ที่เก็บสถานะอุปกรณ์ ระบบกฎเกณฑ์ (Rules Engine) และ pipeline ข้อมูล ครบทั้งชุด
IoT Platform รวมทุกอย่างนี้ไว้เป็น ชั้นบริการเดียวที่มีการจัดการให้ วางตัวอยู่ตรงกลางระหว่าง อุปกรณ์หน้างานกับแอปพลิเคชันที่คุณใช้ดูผลและสั่งงาน อ่านแผนภาพจากซ้ายไปขวาได้ดังนี้ อุปกรณ์ ส่งผ่าน Connectivity เข้าสู่ Broker (MQTT / CoAP / HTTP) ต่อไปยังแกนกลางของแพลตฟอร์ม (Device Registry, Device Shadow, Auth, Rules) แล้วไหลเข้าสู่ Data Pipeline (Storage, Compute, Queue) ก่อนถึงแอปพลิเคชันของคุณ
ผลลัพธ์คือทีมของคุณได้ใช้เวลาไปกับการสร้างแอปพลิเคชันและคุณค่าทางธุรกิจ แทนที่จะสร้างระบบพื้นฐานเหล่านี้เอง ทำให้ก้าวเข้าสู่ Digital Transformation ได้เร็วขึ้น
แพลตฟอร์มเดียวรองรับได้ทั้งหลายเครือข่ายและหลายโปรโตคอล คุณจึงผสมอุปกรณ์ต่างชนิดไว้ด้วยกันได้ ไม่ต้องแยกระบบจัดการ
| เครือข่าย | เหมาะกับงาน | จุดเด่น | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
| 2G / 3G | อุปกรณ์เดิมและงานพื้นฐาน | ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ต้นทุนอุปกรณ์ต่ำ | แบนด์วิดท์ต่ำ บางพื้นที่เริ่มทยอยยุติบริการ |
| 4G | งานที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงและความหน่วงต่ำ | รับส่งข้อมูลปริมาณมาก สื่อสารเรียลไทม์ได้ดี | กินพลังงานมากกว่าเครือข่ายแบบประหยัดไฟ |
| NB-IoT | เซ็นเซอร์ที่ส่งข้อมูลน้อยแต่ต้องอยู่ได้นาน | กินไฟต่ำมาก ทะลุทะลวงในอาคารได้ดี | แบนด์วิดท์ต่ำ ไม่เหมาะกับข้อมูลจำนวนมาก |
| LoRa | งานระยะไกลในพื้นที่ที่วางเครือข่ายเอง | ระยะไกล กินไฟต่ำ วางเครือข่ายส่วนตัวได้ | อัตราการส่งข้อมูลต่ำ |
| โปรโตคอล | รูปแบบการสื่อสาร | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| MQTT | publish / subscribe น้ำหนักเบา | อุปกรณ์จำนวนมาก เครือข่ายไม่เสถียร และงานที่ต้องประหยัดพลังงาน |
| CoAP | request / response แบบ UDP น้ำหนักเบา | อุปกรณ์ที่มีทรัพยากรจำกัด |
| HTTP | request / response มาตรฐานเว็บ | ระบบที่ทีมคุ้นเคยและเชื่อมต่อกับเว็บอยู่แล้ว |
รองรับ SDK สำหรับภาษา C, Node.js และ Java พร้อมคู่มือการพอร์ต SDK จึงนำอุปกรณ์บนแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ต่างๆ เข้าระบบได้
หัวใจของการสื่อสารแบบ IoT คือรูปแบบ publish/subscribe ผ่าน broker ซึ่งต่างจากการที่อุปกรณ์คอยถามเซิร์ฟเวอร์ซ้ำๆ แบบ HTTP
แบบ request/response ทั่วไป อุปกรณ์ต้องคอยถามเซิร์ฟเวอร์ซ้ำๆ (polling) เพื่อรับหรือส่งข้อมูล ส่วน MQTT ใช้รูปแบบ publish/subscribe อุปกรณ์จะ publish ค่าที่วัดได้ไปยัง topic หนึ่งผ่านตัวกลางที่เรียกว่า broker แล้ว broker จะส่งต่อข้อมูลนั้นไปให้ทุกฝ่ายที่ subscribe topic เดียวกัน ดูได้จากแผนภาพ อุปกรณ์สามฝั่งซ้าย publish เข้าสู่ broker ตาม topic (เช่น sensors/temp และ meters/power) แล้วกระจายออกไปยังผู้รับสามฝั่งขวา คือ App, Dashboard และ Rules
เหตุผลที่รูปแบบนี้ขยายไปรองรับกองอุปกรณ์จำนวนมากได้ดีมีสามข้อ
เมื่ออุปกรณ์หลับเพื่อประหยัดพลังงานหรือหลุดจากสัญญาณ Device Shadow จะเก็บสถานะล่าสุดของอุปกรณ์ไว้บนแพลตฟอร์ม ทำให้แอปและคำสั่งยังทำงานต่อได้ แล้วซิงก์ให้เมื่ออุปกรณ์กลับมาออนไลน์ จึงรับประกันความน่าเชื่อถือในการสื่อสารแม้ WLAN ไม่เสถียร และรองรับทั้งการสื่อสาร Upstream และ Downstream ได้อย่างมั่นคง
Features
ครบตั้งแต่การเชื่อมต่อ การสื่อสาร ความปลอดภัย การจัดการอุปกรณ์ ไปจนถึงกฎเกณฑ์และเงื่อนไข
รองรับเครือข่ายหลายประเภท
รองรับการเข้าถึงอุปกรณ์จากเครือข่ายประเภทต่างๆ เช่น 2G, 3G, 4G, NB-IoT และ LoRa และอนุญาตให้อุปกรณ์ในเครือข่ายต่างๆ เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม IoT ได้
รองรับหลายโปรโตคอล
ให้ SDK เพื่อเปิดใช้งานการเข้าถึงอุปกรณ์ตามโปรโตคอลต่างๆ เช่น MQTT, CoAP และ HTTP สื่อสารแบบเรียลไทม์และรองรับการเชื่อมต่อระยะสั้นซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน
SDK แบบ Open Source
รองรับภาษาต่างๆ เช่น C, Node.js และ Java พร้อมคู่มือการพอร์ต SDK เพื่อช่วยให้พอร์ตไปยังแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ต่างๆ ได้
Communication
รองรับการเชื่อมต่อ Upstream และ Downstream เสถียรและเชื่อถือได้
Device Shadow
บริการ Device Shadow เก็บข้อมูลอุปกรณ์ไว้บนแพลตฟอร์ม IoT รับประกันความน่าเชื่อถือในการสื่อสารเมื่อ WLAN ของคุณไม่เสถียร
Device Authentication
ให้ใบรับรองเพื่อตรวจสอบแต่ละอุปกรณ์ ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
Secure Communication
รองรับ TLS transmission เพื่อปกป้องความลับและความสมบูรณ์ของข้อมูล
Permission Management
การจัดการสิทธิ์ช่วยให้มั่นใจในการสื่อสารที่ปลอดภัยระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์ม IoT
Lifecycle Management
ให้คุณลงทะเบียน ลบ หรือปิดการใช้งานอุปกรณ์
Device Management
ช่วยให้คุณรับข้อมูลอุปกรณ์แบบไดนามิกและส่งการแจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าอุปกรณ์
Device Permissions
ให้คุณจัดการสิทธิ์ของอุปกรณ์สำหรับการสื่อสารกับแพลตฟอร์ม IoT
OTA Updates
รองรับการอัปเดต OTA เพื่ออนุญาตการอัปเดตเฟิร์มแวร์จากระยะไกล
Modeling
สร้างแบบจำลองดิจิทัลของอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการรวมแอปพลิเคชัน
Device Relationships
อนุญาตการเข้าถึงและการจัดการอุปกรณ์ย่อย
Management Tags
มีแท็กอุปกรณ์เพื่อช่วยในการจัดการอุปกรณ์จำนวนมาก
M2M
กำหนดค่ากฎเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อให้เกิดการสื่อสารแบบ M2M ระหว่างอุปกรณ์ได้
Data Storage
นำเข้าข้อมูลไปยังคลังข้อมูลบนคลาวด์และฐานข้อมูลแบบ time-series ที่เหมาะกับข้อมูลเซ็นเซอร์
Data Computation
เชื่อมต่อบริการประมวลผลแบบ serverless และ stream processing ได้อย่างราบรื่น
Message Queue
ส่งข้อมูลไปยังระบบคิวข้อความ (Message Queue) มั่นใจได้ถึงความน่าเชื่อถือของ Upstream Data
หลังค่าจากเซ็นเซอร์เดินทางเข้ามา แพลตฟอร์มจะพาข้อมูลไล่ไปทีละขั้นจนกลายเป็นการตัดสินใจ
ข้อมูลจากอุปกรณ์เดินทางเข้ามาผ่าน broker ตามโปรโตคอลที่อุปกรณ์ใช้
แพลตฟอร์มบันทึกสถานะล่าสุดของอุปกรณ์แต่ละเครื่อง เพื่อให้อ่านค่าปัจจุบันได้แม้อุปกรณ์ออฟไลน์ชั่วคราว
ตรวจกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่ตั้งไว้ และสั่งงานแบบ M2M หรือแจ้งเตือนได้ทันทีเมื่อค่าถึงเกณฑ์ที่กำหนด
บันทึกข้อมูลลงคลังข้อมูลบนคลาวด์และฐานข้อมูลแบบ time-series ที่เหมาะกับข้อมูลเซ็นเซอร์ซึ่งไหลเข้ามาต่อเนื่อง
วิเคราะห์ข้อมูลทั้งแบบตามรอบเวลาและแบบสตรีมเรียลไทม์
ส่งข้อมูลไปยังระบบปลายทางผ่านระบบคิวข้อความอย่างเชื่อถือได้
แสดงผลข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งบนเดสก์ท็อป เว็บเบราว์เซอร์ และแอปพลิเคชัน
นี่คือเส้นทางที่เปลี่ยนข้อมูลดิบจากอุปกรณ์ให้กลายเป็นการตัดสินใจได้จริง และทุกขั้นตอนปรับแต่งได้สูงตามลักษณะงานของคุณ
ความเสี่ยงของอุปกรณ์จำนวนมากคือเรื่องใหญ่ในการตัดสินใจขององค์กร ความปลอดภัยของ IoT จึงวางอยู่บนสามชั้นหลัก
ยืนยันตัวตนอุปกรณ์
แต่ละเครื่องมีใบรับรองเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นอุปกรณ์จริงก่อนเข้าระบบ ลดความเสี่ยงจากอุปกรณ์ปลอม
เข้ารหัสการสื่อสาร
เข้ารหัสข้อมูลระหว่างส่งด้วย TLS ปกป้องความลับและความสมบูรณ์ของข้อมูล ไม่ให้ถูกดักอ่านหรือดัดแปลงระหว่างทาง
จัดการสิทธิ์
ควบคุมว่าอุปกรณ์แต่ละเครื่องเข้าถึง topic หรือทรัพยากรใดได้บ้าง เพื่อไม่ให้อุปกรณ์ที่ถูกบุกรุกลุกลามไปทั้งระบบ
เมื่อรวมกับการอัปเดตเฟิร์มแวร์ระยะไกล (OTA) ที่ปิดช่องโหว่ได้พร้อมกันทั้งกอง ก็ทำให้อุปกรณ์จำนวนมากยังคงปลอดภัยตลอดอายุการใช้งาน
ตัวอย่างการนำ IoT Platform ไปใช้จริง ตั้งแต่ภาคขนส่งและพลังงาน ไปจนถึงเมืองอัจฉริยะและการศึกษา

บริการแบ่งปันจักรยาน

การตรวจสอบพลังงาน

เมืองอัจฉริยะ

ห้องเรียนอัจฉริยะ
ขนาดระบบ IoT ไม่ได้มาจากแพ็กเกจตายตัว แต่มาจากจำนวนอุปกรณ์ ความถี่ในการส่งข้อมูล ขนาด payload และระยะเวลาเก็บข้อมูล
พูดง่ายๆ คือ throughput แปรผันตามจำนวนอุปกรณ์คูณความถี่ในการส่งข้อมูล ส่วนพื้นที่จัดเก็บแปรผันตามจำนวนข้อความคูณขนาด payload คูณระยะเวลาเก็บข้อมูล และการปรับขยายแนวราบ (Horizontal Scaling) จะรองรับการเติบโตให้ ตารางด้านล่างช่วยจับทิศทางเบื้องต้น
| ลักษณะการใช้งาน | สิ่งที่เป็นตัวกำหนดขนาด | แนวทางที่แนะนำ |
|---|---|---|
| กองยานพาหนะ เช่น จักรยานหรือรถเช่า | จำนวนอุปกรณ์และความถี่ในการรายงานตำแหน่ง | เน้นรองรับการเชื่อมต่อพร้อมกันจำนวนมากและปรับขยายแนวราบ ประเมินสเปคร่วมกับทีมงาน |
| โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ตรวจวัดต่อเนื่อง | ความถี่ของ telemetry และระยะเวลาเก็บข้อมูลย้อนหลัง | เน้นพื้นที่จัดเก็บแบบ time-series และการประมวลผลเชิงวิเคราะห์ ประเมินตามปริมาณข้อมูลจริง |
| เมืองอัจฉริยะ รวมข้อมูลหลายแหล่ง | จำนวนแหล่งข้อมูลและกฎเกณฑ์เรียลไทม์ที่ต้องประมวลผล | เน้น Rules Engine และการเชื่อมต่อหลายเครือข่าย ออกแบบระบบตามขอบเขตงาน |
| ห้องเรียนหรืออาคารอัจฉริยะ | จำนวนเซ็นเซอร์และขนาด payload ต่อข้อความ | ประเมินสเปคจากปริมาณข้อมูลและการใช้งานจริง ปรับขยายได้เมื่อขยายพื้นที่ |
ตารางนี้เป็นแนวทางประเมินเบื้องต้น ราคาขึ้นกับขอบเขตการใช้งานจริง เราเสนอราคาตามการใช้งานจริงและไม่มีแพ็กเกจสำเร็จรูปตายตัว ทีมงานประเมินและออกแบบให้ฟรี
FAQs
IoT Platform คือแพลตฟอร์มกลางสำหรับเชื่อมต่อและจัดการอุปกรณ์ IoT จำนวนมากไว้ในที่เดียว ตั้งแต่การนำอุปกรณ์เข้าระบบ การรับข้อมูล telemetry แบบเรียลไทม์ การยืนยันตัวตนและเข้ารหัสการสื่อสาร ไปจนถึงการเก็บข้อมูล ประมวลผล และส่งต่อให้แอปพลิเคชันนำไปใช้ พูดง่ายๆ คือทำหน้าที่เป็นชั้นตรงกลางระหว่างอุปกรณ์หน้างานกับซอฟต์แวร์ที่คุณใช้ดูผลและสั่งงาน
ประโยชน์คือคุณไม่ต้องสร้างระบบพื้นฐานเหล่านี้เองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น broker สำหรับรับส่งข้อความ ระบบทะเบียนอุปกรณ์ ระบบความปลอดภัย หรือ pipeline ข้อมูล แพลตฟอร์มเตรียมไว้ให้พร้อมใช้ รองรับอุปกรณ์หลากหลายแบรนด์และหลายโปรโตคอล ทำให้ทีมของคุณโฟกัสที่การสร้างแอปพลิเคชันและต่อยอดธุรกิจได้เร็วขึ้น
แพลตฟอร์มออกแบบมาให้รองรับอุปกรณ์จากหลายแบรนด์และหลายผู้ผลิต ผ่านโปรโตคอลมาตรฐานอย่าง MQTT, CoAP และ HTTP พร้อม SDK สำหรับภาษา C, Node.js และ Java และมีคู่มือการพอร์ต SDK เพื่อช่วยให้นำไปใช้กับแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ต่างๆ ได้ ดังนั้นอุปกรณ์ที่สื่อสารด้วยโปรโตคอลเหล่านี้จึงเชื่อมต่อเข้ามาได้ ไม่ผูกกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง
ในด้านจำนวน แพลตฟอร์มรองรับให้อุปกรณ์หลายเครื่องเชื่อมต่อพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน โดยรับประกันความพร้อมใช้งานที่ระดับ 99.9% และรองรับการปรับขยายในแนวราบ (Horizontal Scaling) เมื่อจำนวนอุปกรณ์เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจ ทีมงานของเราช่วยประเมินขนาดที่เหมาะสมกับจำนวนอุปกรณ์และความถี่ในการส่งข้อมูลของคุณได้
รองรับการเข้าถึงอุปกรณ์จากเครือข่ายหลายประเภท ทั้ง 2G, 3G, 4G, NB-IoT และ LoRa ทำให้อุปกรณ์ที่อยู่บนเครือข่ายต่างกันเชื่อมต่อเข้ามายังแพลตฟอร์มเดียวกันได้ เครือข่ายแต่ละแบบเหมาะกับงานต่างกัน เช่น NB-IoT และ LoRa เน้นการกินพลังงานต่ำและส่งข้อมูลปริมาณน้อยในระยะไกล ส่วน 4G เหมาะกับงานที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงและความหน่วงต่ำ
การเลือกเครือข่ายจึงขึ้นกับลักษณะงาน ระยะทาง อายุแบตเตอรี่ และปริมาณข้อมูลที่ต้องส่ง เพราะแพลตฟอร์มรองรับได้หลายเครือข่ายในระบบเดียว คุณจึงผสมอุปกรณ์ที่ใช้เครือข่ายต่างกันไว้ด้วยกันได้ ไม่ต้องแยกระบบจัดการ ทีมงานช่วยแนะนำการวางเครือข่ายให้เหมาะกับพื้นที่หน้างานของคุณได้
MQTT เป็นโปรโตคอลสื่อสารแบบ publish/subscribe ที่ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ที่มีทรัพยากรจำกัดและเครือข่ายที่ไม่เสถียร แทนที่อุปกรณ์จะถามเซิร์ฟเวอร์ซ้ำๆ แบบ HTTP อุปกรณ์จะ publish ข้อมูลไปที่ topic ผ่านตัวกลางที่เรียกว่า broker แล้ว broker จะกระจายข้อมูลไปยังผู้ที่ subscribe topic นั้นให้เอง วิธีนี้ประหยัดพลังงานและแบนด์วิดท์กว่ามาก เพราะไม่ต้องเปิดการเชื่อมต่อใหม่ทุกครั้ง
ข้อดีที่ทำให้ IoT นิยมใช้ MQTT คือการแยกอุปกรณ์ออกจากผู้ใช้ข้อมูล ข้อความหนึ่งชิ้นส่งถึงผู้รับหลายฝ่ายพร้อมกันได้ เช่น แอป แดชบอร์ด และระบบกฎเกณฑ์ ทำให้ระบบขยายไปรองรับอุปกรณ์จำนวนมากได้โดยไม่ซับซ้อน แพลตฟอร์มของเรารองรับทั้ง MQTT, CoAP และ HTTP ให้คุณเลือกใช้ตามข้อจำกัดของอุปกรณ์แต่ละรุ่น
Device Shadow คือสำเนาสถานะล่าสุดของอุปกรณ์ที่เก็บไว้บนแพลตฟอร์ม IoT เมื่ออุปกรณ์ส่งข้อมูลเข้ามา แพลตฟอร์มจะบันทึกค่าล่าสุดไว้ ทำให้แอปพลิเคชันหรือระบบอื่นอ่านสถานะของอุปกรณ์ได้ตลอดเวลา แม้ในจังหวะที่อุปกรณ์กำลังหลับเพื่อประหยัดพลังงานหรือหลุดจากสัญญาณชั่วคราว
ประโยชน์ที่ชัดที่สุดคือความน่าเชื่อถือในการสื่อสารเมื่อเครือข่ายไม่เสถียร คำสั่งที่ส่งไปยังอุปกรณ์ขณะออฟไลน์จะถูกพักไว้ที่ shadow และซิงก์ให้เมื่ออุปกรณ์กลับมาออนไลน์ ทำให้ระบบทำงานต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอให้อุปกรณ์ออนไลน์ตลอดเวลา เหมาะกับอุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่หรืออยู่ในพื้นที่สัญญาณอ่อน
ความปลอดภัยของ IoT วางอยู่บนสามชั้นหลัก ชั้นแรกคือการยืนยันตัวตนของอุปกรณ์ แต่ละเครื่องมีใบรับรองเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นอุปกรณ์จริงก่อนเข้าระบบ ลดความเสี่ยงจากอุปกรณ์ปลอม ชั้นที่สองคือการเข้ารหัสระหว่างส่งข้อมูลด้วย TLS เพื่อปกป้องความลับและความสมบูรณ์ของข้อมูล ทำให้ข้อมูลไม่ถูกดักอ่านหรือดัดแปลงระหว่างทาง
ชั้นที่สามคือการจัดการสิทธิ์ ควบคุมว่าอุปกรณ์แต่ละเครื่องสื่อสารกับ topic หรือทรัพยากรใดได้บ้าง เพื่อให้อุปกรณ์เครื่องหนึ่งที่ถูกบุกรุกไม่สามารถลุกลามไปถึงข้อมูลของทั้งระบบ เมื่อรวมกับการอัปเดตเฟิร์มแวร์ระยะไกลเพื่อปิดช่องโหว่ ก็ทำให้กองอุปกรณ์จำนวนมากยังคงปลอดภัยได้ตลอดอายุการใช้งาน
ได้ แพลตฟอร์มรองรับการอัปเดตแบบ OTA (Over-the-Air) ที่ให้คุณส่งเฟิร์มแวร์ใหม่ไปยังอุปกรณ์จากระยะไกลโดยไม่ต้องเดินทางไปที่หน้างานทีละเครื่อง สำคัญมากเมื่อคุณมีอุปกรณ์กระจายอยู่หลายพื้นที่ เพราะการแก้บั๊กหรือปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทำได้พร้อมกันทั้งกอง
นอกจากการอัปเดตแล้ว แพลตฟอร์มยังช่วยจัดการวงจรชีวิตของอุปกรณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การลงทะเบียน ปิดการใช้งาน จัดกลุ่มด้วยแท็ก ไปจนถึงการจัดการอุปกรณ์ย่อยที่อยู่ใต้เกตเวย์ ทำให้ดูแลอุปกรณ์จำนวนมากได้อย่างเป็นระบบและตรวจสอบสถานะได้แบบเรียลไทม์
หลังอุปกรณ์ส่งข้อมูลเข้ามา แพลตฟอร์มมีกลไกให้นำข้อมูลไปเก็บในคลังข้อมูลบนคลาวด์ ทั้งฐานข้อมูลทั่วไปและฐานข้อมูลแบบ time-series ที่เหมาะกับข้อมูลเซ็นเซอร์ที่ไหลเข้ามาต่อเนื่อง จากนั้นเชื่อมต่อกับบริการประมวลผลเพื่อทำการวิเคราะห์ ทั้งแบบประมวลผลตามรอบและแบบสตรีมเรียลไทม์ และส่งต่อผ่านระบบคิวข้อความเพื่อให้ระบบปลายทางรับข้อมูลได้อย่างเชื่อถือได้
คุณยังตั้งกฎเกณฑ์และเงื่อนไขเพื่อให้อุปกรณ์สื่อสารกันเองแบบ M2M หรือสั่งงานอัตโนมัติเมื่อค่าถึงเกณฑ์ที่กำหนดได้ และแสดงผลข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งบนเดสก์ท็อป เว็บเบราว์เซอร์ และแอปพลิเคชัน ทำให้เปลี่ยนข้อมูลดิบจากอุปกรณ์ให้กลายเป็นข้อมูลที่นำไปตัดสินใจได้จริง
เหมาะกับองค์กรที่ต้องดูแลอุปกรณ์หรือเซ็นเซอร์จำนวนมากกระจายในหลายพื้นที่ ตัวอย่างการใช้งานจริงมีตั้งแต่บริการแบ่งปันจักรยานที่ต้องล็อกและติดตามตำแหน่งจักรยานจำนวนมากแบบเรียลไทม์ การตรวจสอบการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ไปจนถึงเมืองอัจฉริยะที่รวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์หลายแหล่ง และห้องเรียนอัจฉริยะที่รวมข้อมูลการเรียนการสอน
จุดร่วมของงานเหล่านี้คือมีอุปกรณ์จำนวนมาก ต้องการการเชื่อมต่อที่เสถียร ความปลอดภัย และการนำข้อมูลไปใช้ต่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่แพลตฟอร์มเตรียมไว้ให้ครบ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะอยู่ในภาคขนส่ง พลังงาน การผลิต เมืองอัจฉริยะ หรือการศึกษา ก็นำแพลตฟอร์มไปปรับใช้กับสถานการณ์ของคุณได้
เริ่มจากให้ทีมงานของเราเข้าใจโจทย์ของคุณก่อน ทั้งจำนวนอุปกรณ์ ประเภทเครือข่ายและโปรโตคอลที่ใช้ ความถี่และขนาดข้อมูลที่ส่ง รวมถึงระยะเวลาที่ต้องเก็บข้อมูลและกฎเกณฑ์ที่ต้องการ จากนั้นเราจะออกแบบและประเมินขนาดระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง เพราะปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่กำหนดสเปคและค่าใช้จ่าย ไม่ใช่แพ็กเกจสำเร็จรูปตายตัว
ค่าใช้จ่ายจึงขึ้นกับขอบเขตการใช้งานและการดูแลที่คุณต้องการ เราเสนอราคาตามการใช้งานจริงเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ติดต่อขอใบเสนอราคาและปรึกษาได้ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด โทร 098-894-2499, 082-653-2659 หรือทักไลน์ @thaidatacloud ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
บริการที่เกี่ยวข้อง
ทีมงานช่วยประเมินขนาดระบบ ออกแบบการเชื่อมต่อ และเสนอราคาตามการใช้งานจริงของคุณ ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด