คลาวด์สำหรับระบบฐานข้อมูลCLOUD DATABASE SERVER
รองรับ MySQL, MariaDB, MsSQL, PostgreSQL, MongoDB และ Redis บน NVMe SSD ที่ให้ IOPS สูง ขยายทรัพยากรได้ตามการเติบโต โดยไม่ต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์และดูแลเอง พร้อมทีมวิศวกรไทยดูแล 24 ชั่วโมง
- ก่อตั้งปี 2016
- ISO/IEC 27001 · ISO 22301
- Data Center ไทย + สิงคโปร์
- SLA 99.9%
6 ฐานข้อมูล
MySQL · MariaDB · MsSQL · PostgreSQL · MongoDB · Redis
NVMe SSD
IOPS สูง ตอบสนองเร็วสำหรับงานฐานข้อมูล
100Gbps
เครือข่าย รับส่งข้อมูลไม่จำกัด
SLA 99.9%
ทีมวิศวกรไทยดูแล 24 ชั่วโมง
Cloud Database Server คืออะไร
ทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจ ว่าการวางฐานข้อมูลบนคลาวด์ต่างจากการตั้งเซิร์ฟเวอร์เองอย่างไร
Cloud Database Server คือบริการจัดเก็บฐานข้อมูลบน Cloud Server ที่ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูล ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะผ่านเบราว์เซอร์หรือโปรแกรมต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลตั้งอยู่ในองค์กรของผู้ใช้งานเอง
ความแตกต่างที่ชัดที่สุดอยู่ที่ต้นทุนและความยืดหยุ่น การตั้งเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลเองต้องลงทุนค่าฮาร์ดแวร์ก้อนใหญ่ ตั้งแต่วันแรก บวกค่าไฟ ค่าสถานที่ และทีมงานที่ต้องคอยดูแล เมื่อระบบโตขึ้นจนเครื่องเดิมไม่พอ ก็ต้องจัดซื้อใหม่ รอของ แล้วปิดระบบเพื่อติดตั้ง ส่วนบนคลาวด์คุณเริ่มต้นด้วยขนาดที่พอดีกับวันนี้ แล้วเพิ่ม CPU, RAM หรือดิสก์ เมื่อต้องการจริง จ่ายตามที่ใช้จริง และมีทีมวิศวกรดูแลให้

| Cloud Database Server (เรา) | ตั้งเซิร์ฟเวอร์เอง (On-Premise) | |
|---|---|---|
| เงินลงทุนเริ่มต้น | จ่ายเป็นรายเดือนตามที่ใช้จริง ไม่ต้องซื้อเครื่อง | ลงทุนก้อนใหญ่ค่าเซิร์ฟเวอร์ ค่าสตอเรจ และค่าลิขสิทธิ์ |
| การขยายทรัพยากร | เพิ่ม CPU, RAM, Disk ได้ตามต้องการ | ต้องจัดซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่ รอของ และปิดระบบเพื่อติดตั้ง |
| ความเร็วดิสก์ (IOPS) | NVMe SSD ประสิทธิภาพสูง เลือกระดับ IOPS ได้ | ขึ้นกับฮาร์ดแวร์ที่ซื้อมา อัปเกรดทีหลังยาก |
| การดูแลระบบ | ทีมวิศวกรไทยดูแลให้ 24 ชั่วโมง | ต้องมีทีม IT ของตัวเองคอยเฝ้าและแก้ปัญหา |
| ความปลอดภัย | SSL, Anti-DDoS และ WAF พร้อมใช้ | ต้องจัดหาและตั้งค่าอุปกรณ์ป้องกันเพิ่มเอง |
| การสำรองข้อมูล | ตั้งค่าสำรองข้อมูลอัตโนมัติได้ | ต้องออกแบบและดูแลระบบสำรองข้อมูลเอง |
| เมื่อฮาร์ดแวร์เสีย | ย้ายไปโหนดอื่นในคลัสเตอร์ได้ | รอเปลี่ยนอะไหล่ ระบบหยุดทำงานระหว่างรอ |
| ค่าไฟและสถานที่ | รวมอยู่ในค่าบริการแล้ว | มีค่าไฟ ค่าแอร์ และพื้นที่ห้องเซิร์ฟเวอร์ |
รองรับฐานข้อมูลที่คุณใช้อยู่
ครบทั้งฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ฐานข้อมูลแบบเอกสาร และฐานข้อมูลในหน่วยความจำสำหรับทำแคช
Relational (SQL)
MySQL
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกเว็บ เหมาะกับเว็บไซต์ ระบบสมาชิก และอีคอมเมิร์ซ มีเครื่องมือและชุมชนผู้ใช้จำนวนมาก
Relational (SQL)
MariaDB
พัฒนาต่อจาก MySQL โดยทีมผู้สร้างเดิม ใช้คำสั่งร่วมกันได้เกือบทั้งหมด เป็นโอเพนซอร์สเต็มตัว และมี storage engine ให้เลือกหลากหลายกว่า
Relational (SQL)
Microsoft SQL Server
ฐานข้อมูลสำหรับองค์กรที่ใช้ระบบฝั่ง Microsoft เช่น .NET หรือ ERP รองรับงานธุรกรรมขนาดใหญ่และการทำรายงานเชิงวิเคราะห์
Relational (SQL)
PostgreSQL
ขึ้นชื่อเรื่องความถูกต้องของข้อมูลและความสามารถขั้นสูง รองรับ JSON และงานเชิงพื้นที่ (GIS) เหมาะกับระบบที่ต้องการความแม่นยำสูง
NoSQL (Document)
MongoDB
เก็บข้อมูลเป็นเอกสารแบบ JSON ไม่ต้องกำหนดโครงสร้างตายตัวล่วงหน้า เหมาะกับงานที่โครงสร้างข้อมูลเปลี่ยนบ่อยและต้องขยายตัวเร็ว
In-memory (Cache)
Redis
เก็บข้อมูลในหน่วยความจำจึงอ่านเขียนเร็วมาก นิยมใช้เป็น cache, session store และคิวงาน ช่วยลดภาระฐานข้อมูลหลักได้อย่างชัดเจน
เทคโนโลยีเบื้องหลัง Cloud Database Server
สี่ส่วนประกอบหลักที่ทำให้ฐานข้อมูลตอบสนองเร็ว ขยายได้ และทำงานต่อเนื่อง
NVMe SSD ที่ให้ IOPS สูง
ความเร็วของดิสก์และค่า IOPS คือปัจจัยหลักที่กำหนดว่าฐานข้อมูลจะตอบสนองได้ดีแค่ไหน เราวางฐานข้อมูลบน NVMe SSD ประสิทธิภาพสูง เพื่อให้การอ่านเขียนแบบสุ่มซึ่งเป็นรูปแบบหลักของงานฐานข้อมูลทำได้เร็วและสม่ำเสมอ แม้มีผู้ใช้พร้อมกันจำนวนมาก
ขยายทรัพยากรได้ตามการเติบโต
เพิ่ม CPU, RAM หรือพื้นที่ดิสก์ได้ตามปริมาณงานจริง โดยไม่ต้องจัดซื้อเครื่องใหม่และไม่ต้องรอของ ช่วยให้เริ่มต้นด้วยขนาดที่พอดีกับวันนี้ แล้วค่อยขยายเมื่อธุรกิจโตขึ้น จ่ายเท่าที่ใช้จริง
เครือข่าย 100Gbps รับส่งข้อมูลไม่จำกัด
โครงข่ายขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศระดับ 100Gbps รองรับปริมาณงานและทราฟฟิกจำนวนมากโดยไม่จำกัดปริมาณการรับส่งข้อมูล ฐานข้อมูลจึงไม่กลายเป็นคอขวดในช่วงที่มีผู้ใช้งานสูงสุด
ออกแบบให้พร้อมทำงานต่อเนื่อง
วางสถาปัตยกรรมแบบสำรองและทำสำเนาข้อมูลระหว่างโหนดได้ตามความต้องการของระบบ เมื่อฮาร์ดแวร์ตัวใดตัวหนึ่งมีปัญหา งานจะย้ายไปทำงานต่อได้ ลดเวลาที่ระบบหยุดให้บริการ
ทำไมความเร็วดิสก์และ IOPS จึงเป็นหัวใจของ Database Server
Database Server จะตอบสนองการทำงานได้ดีและรองรับ Load ได้มากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความเร็วของ Volume Disk และค่า IOPS เป็นหลัก เหตุผลอยู่ที่ลักษณะงานของฐานข้อมูลเอง
ฐานข้อมูลไม่ได้อ่านไฟล์ขนาดใหญ่ต่อเนื่องเหมือนการดูวิดีโอ แต่อ่านและเขียนข้อมูลชิ้นเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วดิสก์ เป็นจำนวนครั้งมหาศาลต่อวินาที รูปแบบนี้เรียกว่าการอ่านเขียนแบบสุ่ม สิ่งที่วัดความสามารถตรงนี้คือ IOPS ซึ่งหมายถึงจำนวนครั้งการอ่านเขียนที่ดิสก์ทำได้ต่อวินาที ไม่ใช่ตัวเลขความเร็วรวม
ผลที่ตามมาเมื่อ IOPS ไม่พอ มักเห็นได้ชัดในสถานการณ์เหล่านี้:
- ผู้ใช้เข้าพร้อมกันจำนวนมาก แล้วหน้าเว็บค้างหรือโหลดช้าลงทั้งระบบ
- คำสั่งค้นหาที่เคยเร็ว กลับใช้เวลานานขึ้นเมื่อข้อมูลสะสมมากขึ้น
- งานสำรองข้อมูลหรือรายงานประจำวัน ไปแย่งทรัพยากรจนงานหลักช้าตาม
- เพิ่ม CPU แล้วแต่ระบบไม่เร็วขึ้น เพราะคอขวดจริงอยู่ที่ดิสก์
นี่คือเหตุผลที่เราวางฐานข้อมูลบน NVMe SSD ที่ให้ IOPS สูง และให้คุณเลือกระดับ IOPS ตามปริมาณงานจริงได้ อ่านเพิ่มเติมเรื่องการเลือกดิสก์ได้ที่ Volume Disk บน Cloud ของ TDC

SQL, NoSQL หรือ In-memory เลือกให้ถูกงาน
ฐานข้อมูลแต่ละแบบเกิดมาเพื่อคนละวัตถุประสงค์ เลือกให้ตรงงานจะได้ผลดีกว่าการเลือกตามความคุ้นเคย
| SQL (เชิงสัมพันธ์) | NoSQL (เอกสาร) | In-memory (แคช) | |
|---|---|---|---|
| ตัวอย่าง | MySQL, MariaDB, MsSQL, PostgreSQL | MongoDB | Redis |
| โครงสร้างข้อมูล | ตารางที่กำหนดคอลัมน์ไว้ล่วงหน้า | เอกสาร JSON ยืดหยุ่น ไม่ต้องกำหนดล่วงหน้า | คู่ key และ value ในหน่วยความจำ |
| เหมาะกับ | ธุรกรรมการเงิน ระบบสมาชิก ออเดอร์ | แคตตาล็อกสินค้า ข้อมูลผู้ใช้ที่ฟิลด์ไม่คงที่ | แคช เซสชัน คิวงาน อันดับคะแนน |
| จุดแข็ง | ความถูกต้องของข้อมูลและการเชื่อมตาราง | ขยายตามแนวนอนง่าย แก้โครงสร้างได้เร็ว | ตอบสนองในระดับต่ำกว่ามิลลิวินาที |
| ข้อควรระวัง | แก้โครงสร้างตารางทีหลังมีต้นทุน | ไม่มีการบังคับความสัมพันธ์ให้อัตโนมัติ | ข้อมูลอยู่ใน RAM ต้องวางแผนความคงทน |
หลักคิดง่าย ๆ ถ้าข้อมูลมีโครงสร้างชัดเจนและต้องการความถูกต้องสูง เช่น ระบบออเดอร์ การเงิน หรือสต็อกสินค้า ให้เริ่มที่ SQL อย่าง MySQL หรือ PostgreSQL แต่ถ้าโครงสร้างข้อมูลเปลี่ยนบ่อยและต้องขยายตัวเร็ว NoSQL อย่าง MongoDB จะยืดหยุ่นกว่า
ในทางปฏิบัติ ระบบขนาดกลางขึ้นไปมักใช้มากกว่าหนึ่งแบบร่วมกัน เช่น ใช้ MySQL เก็บข้อมูลธุรกรรมหลัก แล้วเพิ่ม Redis เป็นแคชสำหรับข้อมูลที่อ่านบ่อย เพื่อให้ฐานข้อมูลหลักเหลือกำลังไปรับงานเขียน อยากเข้าใจบทบาทของ Redis มากขึ้น อ่านได้ที่บทความ Redis เทคโนโลยีลับที่ทำให้แอปโหลดไวใน 0.5 วินาที
ไม่แน่ใจว่าต้องใช้สเปกเท่าไร?
บอกชนิดฐานข้อมูล ปริมาณข้อมูล และจำนวนผู้ใช้พร้อมกันมา ทีมวิศวกรช่วยประเมินสเปกที่พอดีและออกใบเสนอราคาให้ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด
ความปลอดภัยของฐานข้อมูล
ฐานข้อมูลคือที่เก็บข้อมูลที่มีค่าที่สุดขององค์กร เราจึงให้เครื่องมือป้องกันมาครบตั้งแต่วันแรก
SSL ฟรี เข้ารหัสการเชื่อมต่อ
เข้ารหัสข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชันกับฐานข้อมูล เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกดักอ่านระหว่างทาง เป็นพื้นฐานที่ระบบฐานข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตต้องมี
Anti-DDoS ป้องกันการโจมตี
ตรวจจับและกรองทราฟฟิกโจมตีด้วยการระบุ IP ในบัญชีดำที่อัปเดตทุกวัน ช่วยให้ฐานข้อมูลยังให้บริการได้แม้ถูกยิงถล่ม
WAF และการจำกัดการเข้าถึง
กรองและตรวจสอบปริมาณข้อมูลเชิงรุกเพื่อปิดช่องโหว่ พร้อมจำกัดให้เฉพาะเครือข่ายหรือ IP ที่กำหนดเท่านั้นที่เชื่อมต่อฐานข้อมูลได้
Data Center ในไทย
โครงสร้างพื้นฐานอยู่ใน Data Center ในประเทศไทย มาตรฐาน TIA-942 Tier 3+ ข้อมูลอยู่ในประเทศ ลดความเสี่ยงเรื่องการส่งข้อมูลข้ามพรมแดน
รองรับ PDPA
ฐานข้อมูลมักเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าโดยตรง เราออกแบบให้การจัดเก็บและควบคุมการเข้าถึงสอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
มาตรฐานสากล
ให้บริการภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 27001, ISO 22301, ISO 20000-1 และ CSA STAR ด้านความปลอดภัยและความต่อเนื่องของบริการคลาวด์
บริการนี้เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับองค์กรหรือผู้ที่ต้องการเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา และขยายฐานข้อมูลได้โดยไม่ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์เอง
เว็บไซต์และอีคอมเมิร์ซ
ร้านค้าออนไลน์และเว็บที่มีผู้ใช้พร้อมกันจำนวนมาก ต้องการฐานข้อมูลที่ตอบสนองเร็วในช่วงแคมเปญและขยายได้ทันเวลา
ธุรกิจที่กำลังเติบโต
องค์กรที่ไม่อยากลงทุนก้อนใหญ่กับเซิร์ฟเวอร์ ต้องการเริ่มเล็กแล้วค่อยขยายตามยอดผู้ใช้ โดยจ่ายตามที่ใช้จริง
องค์กรที่ใช้ ERP หรือระบบภายใน
ระบบ ERP, HR หรือบัญชี ที่ต้องการฐานข้อมูลเสถียร มี SLA ชัดเจน และมีทีมงานดูแลแทนทีม IT ภายใน
นักพัฒนาและสตาร์ตอัป
ทีมที่อยากโฟกัสกับการพัฒนาแอป ไม่ใช่การดูแลเซิร์ฟเวอร์ เลือกฐานข้อมูลที่เหมาะกับงานและปรับขนาดได้เร็ว
6 วิธีทำให้ฐานข้อมูลเร็วขึ้น
เช็กลิสต์จากประสบการณ์จริง ใช้ได้กับทุกฐานข้อมูลและทุกผู้ให้บริการ ไม่เฉพาะของเรา
สร้าง index ให้ตรงกับคำสั่งที่ใช้จริง
index คือสิ่งที่ทำให้ฐานข้อมูลค้นหาแถวที่ต้องการได้โดยไม่ต้องไล่อ่านทั้งตาราง แต่ index ที่มากเกินไปก็ทำให้การเขียนช้าลง ควรสร้างเท่าที่คำสั่งค้นหาจริงต้องใช้
หาคำสั่งที่ช้าด้วย slow query log
เปิด slow query log เพื่อดูว่าคำสั่งไหนกินเวลามากที่สุด แล้วใช้ EXPLAIN ตรวจว่าคำสั่งนั้นใช้ index หรือกำลังไล่อ่านทั้งตาราง การแก้คำสั่งเดียวมักได้ผลมากกว่าการเพิ่มเครื่อง
ให้ RAM พอสำหรับ working set
ฐานข้อมูลจะเร็วที่สุดเมื่อข้อมูลที่ใช้บ่อยอยู่ในหน่วยความจำ ถ้า RAM ไม่พอ ระบบจะวิ่งไปอ่านดิสก์บ่อยขึ้นและช้าลงทันที การเพิ่ม RAM จึงมักคุ้มกว่าการเพิ่ม CPU
ใช้ Redis ลดภาระฐานข้อมูลหลัก
ข้อมูลที่อ่านบ่อยแต่เปลี่ยนไม่บ่อย เช่น หน้าสินค้าหรือผลลัพธ์ที่คำนวณแล้ว ควรเก็บไว้ใน Redis เพื่อให้ฐานข้อมูลหลักเหลือกำลังไปรับงานเขียนและงานธุรกรรม
เลือกดิสก์ที่ IOPS สูงพอ
งานฐานข้อมูลเป็นการอ่านเขียนแบบสุ่มจำนวนมาก ไม่ใช่การอ่านไฟล์ใหญ่ต่อเนื่อง ค่า IOPS จึงสำคัญกว่าความเร็วรวม การใช้ NVMe SSD ช่วยได้ชัดเจนเมื่อมีผู้ใช้พร้อมกันมาก
ใช้ connection pool
การเปิดการเชื่อมต่อใหม่ทุกครั้งมีต้นทุน แอปที่มีทราฟฟิกสูงควรใช้ connection pool เพื่อใช้การเชื่อมต่อซ้ำ ลดภาระฐานข้อมูลและทำให้ตอบสนองเร็วขึ้น
ขั้นตอนเริ่มใช้งาน
จากปรึกษาครั้งแรกถึงระบบทำงานจริง ทีมวิศวกรดูแลให้ทุกขั้นตอน รวมถึงการย้ายข้อมูลเดิม
- 1
ปรึกษาและประเมินขนาด
บอกชนิดฐานข้อมูล ปริมาณข้อมูล และจำนวนผู้ใช้พร้อมกัน ทีมงานช่วยประเมินสเปกที่พอดี ไม่จ่ายเกินความจำเป็น ปรึกษาฟรีไม่มีข้อผูกมัด
- 2
ออกแบบและติดตั้ง
ทีมวิศวกรติดตั้งฐานข้อมูลที่คุณเลือก ปรับจูนค่าตั้งต้นให้เหมาะกับงาน พร้อมตั้งค่าความปลอดภัยและการจำกัดการเข้าถึงให้ครบ
- 3
ย้ายข้อมูลเดิม
ช่วยวางแผนย้ายข้อมูลจากระบบเดิมขึ้นคลาวด์ โดยควบคุมช่วงเวลาที่ระบบต้องหยุดให้สั้นที่สุด และตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลหลังย้าย
- 4
ดูแลและปรับขนาดต่อเนื่อง
เฝ้าระวังระบบตลอด 24 ชั่วโมง สำรองข้อมูลตามรอบที่ตกลงกัน และช่วยขยายทรัพยากรเมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้น

คำศัพท์ฐานข้อมูลที่ควรรู้
เข้าใจศัพท์ที่เจอบ่อย จะคุยกับทีมพัฒนาและอ่านรายงานประสิทธิภาพได้มั่นใจขึ้น
- IOPS
- จำนวนครั้งการอ่านเขียนต่อวินาทีที่ดิสก์รองรับได้ เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุดของสตอเรจสำหรับงานฐานข้อมูล
- Index
- โครงสร้างที่ช่วยให้ฐานข้อมูลค้นหาข้อมูลได้เร็วโดยไม่ต้องไล่อ่านทุกแถวในตาราง
- Query
- คำสั่งที่ใช้ขอหรือแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูล ประสิทธิภาพของคำสั่งมีผลต่อความเร็วโดยรวมอย่างมาก
- Replication
- การทำสำเนาข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์อีกเครื่อง เพื่อกระจายภาระการอ่านหรือใช้เป็นเครื่องสำรอง
- Transaction
- กลุ่มคำสั่งที่ต้องสำเร็จทั้งหมดหรือไม่สำเร็จเลย เพื่อไม่ให้ข้อมูลอยู่ในสถานะครึ่ง ๆ กลาง ๆ
- Schema
- โครงสร้างของฐานข้อมูล ว่ามีตารางอะไร คอลัมน์ใด และแต่ละส่วนสัมพันธ์กันอย่างไร
- Cache
- ที่พักข้อมูลที่ใช้บ่อยไว้ในหน่วยความจำ เพื่อไม่ต้องไปดึงจากฐานข้อมูลซ้ำ ๆ ช่วยลดภาระและเพิ่มความเร็ว
- Backup และ Restore
- การสำรองข้อมูลและการกู้คืน จุดสำคัญคือต้องทดสอบการกู้คืนจริง ไม่ใช่แค่มีไฟล์สำรอง
- Connection Pool
- การใช้การเชื่อมต่อฐานข้อมูลซ้ำแทนการเปิดใหม่ทุกครั้ง ช่วยลดภาระเมื่อมีผู้ใช้จำนวนมาก
- Vertical และ Horizontal Scaling
- การขยายแนวตั้งคือเพิ่มสเปกให้เครื่องเดิม ส่วนแนวนอนคือเพิ่มจำนวนเครื่องแล้วกระจายงาน
อ่านต่อ
อยากเข้าใจการเลือกดิสก์และ IOPS ให้ลึกขึ้น อ่าน Volume Disk บน Cloud ของ TDC ต้องการสำรองฐานข้อมูลสำคัญหรือ SAP HANA ดู Database & SAP HANA Backup สนใจเรื่อง Redis และการทำแคช อ่าน คู่มือ Redis ฉบับเข้าใจง่าย อยากรู้จักประเภทของสตอเรจบนคลาวด์ ดู Cloud Storage 5 ประเภท เลือกใช้ยังไง และหากต้องการให้มีทีมดูแลระบบให้ทั้งหมด ดู Managed Services
คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Cloud Database Server
Cloud Database Server คืออะไร?
Cloud Database Server คือบริการจัดเก็บฐานข้อมูลบน Cloud Server ที่ให้คุณเข้าถึงข้อมูลผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์และซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลในองค์กรเอง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล ขยายขนาดได้ตามการใช้งาน และลดภาระการดูแลเซิร์ฟเวอร์ลงอย่างมาก
รองรับฐานข้อมูลอะไรบ้าง?
รองรับ MySQL, MariaDB, Microsoft SQL Server, PostgreSQL, MongoDB และ Redis ครอบคลุมทั้งฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (SQL) ฐานข้อมูลแบบเอกสาร (NoSQL) และฐานข้อมูลในหน่วยความจำสำหรับทำแคช หากไม่แน่ใจว่าควรใช้ตัวไหน ทีมงานช่วยแนะนำตามลักษณะงานของคุณได้ฟรี
ต่างจากการตั้งเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลเองอย่างไร?
การตั้งเซิร์ฟเวอร์เองต้องลงทุนค่าฮาร์ดแวร์ก้อนใหญ่ตั้งแต่วันแรก มีค่าไฟ ค่าสถานที่ และต้องมีทีมดูแลเอง เมื่อต้องการขยายก็ต้องจัดซื้อและติดตั้งใหม่ ส่วน Cloud Database Server จ่ายเป็นรายเดือนตามที่ใช้จริง เพิ่มทรัพยากรได้เมื่อต้องการ และมีทีมวิศวกรดูแลให้ตลอด 24 ชั่วโมง
ทำไม IOPS จึงสำคัญกับ Database Server?
งานฐานข้อมูลเป็นการอ่านเขียนข้อมูลขนาดเล็กแบบสุ่มจำนวนมาก ไม่ใช่การอ่านไฟล์ใหญ่ต่อเนื่อง ค่า IOPS ซึ่งบอกจำนวนครั้งการอ่านเขียนต่อวินาทีจึงเป็นตัวกำหนดว่าฐานข้อมูลจะตอบสนองได้ดีแค่ไหนเมื่อมีผู้ใช้พร้อมกันมาก เราจึงวางฐานข้อมูลบน NVMe SSD ที่ให้ IOPS สูง
ย้ายฐานข้อมูลเดิมขึ้นคลาวด์ได้ไหม ข้อมูลจะหายหรือเปล่า?
ย้ายได้ ทีมงานช่วยวางแผนย้ายข้อมูลจากระบบเดิม โดยควบคุมช่วงเวลาที่ระบบต้องหยุดให้สั้นที่สุด และตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลหลังย้ายก่อนเปิดใช้งานจริง ระบบเดิมจะยังคงอยู่จนกว่าคุณจะมั่นใจว่าระบบใหม่ทำงานถูกต้อง
ขยายทรัพยากรภายหลังได้ไหม?
ได้ คุณสามารถเพิ่ม CPU, RAM หรือพื้นที่ดิสก์ได้ตามปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องจัดซื้อเครื่องใหม่หรือรอฮาร์ดแวร์ จึงเริ่มต้นด้วยขนาดที่พอดีกับวันนี้แล้วค่อยขยายเมื่อธุรกิจโตขึ้นได้
มีระบบสำรองข้อมูลหรือไม่?
มี สามารถตั้งค่าการสำรองข้อมูลอัตโนมัติตามรอบที่ต้องการได้ และหากต้องการระบบสำรองข้อมูลที่ครอบคลุมกว่านั้น เช่น การสำรองฐานข้อมูลสำคัญหรือ SAP HANA ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริการ Database Backup ของเรา
ปลอดภัยแค่ไหน ข้อมูลเก็บที่ไหน?
ให้ฟรีทั้ง SSL สำหรับเข้ารหัสการเชื่อมต่อ Anti-DDoS สำหรับป้องกันการโจมตี และ WAF สำหรับกรองทราฟฟิกที่เป็นอันตราย โครงสร้างพื้นฐานอยู่ใน Data Center ในประเทศไทย มาตรฐาน TIA-942 Tier 3+ ภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 27001, ISO 22301 และ CSA STAR ข้อมูลจึงอยู่ในประเทศและสอดคล้องกับ PDPA
จำกัดปริมาณการรับส่งข้อมูลหรือผู้เข้าใช้งานไหม?
ไม่จำกัด ด้วยเครือข่ายขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศระดับ 100Gbps เราจึงรองรับปริมาณงานและทราฟฟิกได้จำนวนมากโดยไม่จำกัดปริมาณการรับส่งข้อมูลและจำนวนผู้เข้าใช้งาน
ควรเลือก SQL หรือ NoSQL ดี?
ถ้าข้อมูลมีโครงสร้างชัดเจนและต้องการความถูกต้องสูง เช่น ระบบออเดอร์หรือการเงิน ควรใช้ SQL อย่าง MySQL หรือ PostgreSQL แต่ถ้าโครงสร้างข้อมูลเปลี่ยนบ่อยและต้องขยายตัวเร็ว NoSQL อย่าง MongoDB จะยืดหยุ่นกว่า หลายระบบใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน โดยเพิ่ม Redis เป็นแคชเพื่อลดภาระฐานข้อมูลหลัก
มีทีมดูแลให้หรือต้องดูแลเอง?
มีทีมวิศวกรไทยดูแลและเฝ้าระวังระบบให้ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้ SLA 99.9% คุณจึงโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจได้ โดยไม่ต้องมีทีม IT เฝ้าเซิร์ฟเวอร์เอง หากต้องการการดูแลที่ลึกกว่านั้น ดูบริการ Managed Services เพิ่มเติมได้
ราคาเท่าไร คิดอย่างไร?
ราคาขึ้นกับชนิดฐานข้อมูล สเปกที่ใช้ (CPU, RAM, ขนาดและระดับ IOPS ของดิสก์) และระดับการดูแลที่ต้องการ เนื่องจากแต่ละระบบมีปริมาณงานต่างกันมาก จึงแนะนำให้ปรึกษาทีมงานเพื่อประเมินสเปกที่พอดีและรับใบเสนอราคาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด
มาตรฐานที่เรายึดถือ
ISO/IEC 27001
Information Security
ISO 22301
Business Continuity
DC ไทย + สิงคโปร์
PDPA · ข้อมูลอยู่ในประเทศ
SLA 99.9%
พร้อมเครดิตค่าปรับ
พร้อมย้ายฐานข้อมูลขึ้นคลาวด์แล้วหรือยัง?
ปรึกษาทีมวิศวกรฟรี ไม่มีข้อผูกมัด ช่วยประเมินสเปกที่พอดีและวางแผนย้ายข้อมูลให้

