WordPress Hosting บนคลาวด์ระดับ EnterpriseWordPress on Cloud

หมดปัญหา WordPress เว็บโหลดช้า อืด รองรับคนเข้าได้น้อย SEO อันดับตก มารับประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย Extreme Private Server การันตีความแรง ไม่สะดุด แบบหยุดไม่อยู่ด้วย Cloud Server ระดับโลก

  • ก่อตั้งปี 2016
  • ISO/IEC 27001 · ISO 22301
  • Data Center ไทย + สิงคโปร์
  • SLA 99.9%
1,000,000
IOPS จาก Extreme SSD
4GB/s
Throughput ระดับดิสก์
100Gbps
เครือข่ายในและต่างประเทศ
99.99%
High Availability ตลอดเวลา

Cloud เจ้าเดียวในไทยที่รองรับ Extreme Disk ที่ระดับ 1,000,000 IOPS throughput ระดับ 4GB/s

WordPress on Cloud คืออะไร

เป็นบริการติดตั้ง WordPress บน Cloud Server ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงและจัดการเว็บไซต์ได้ง่าย และไม่ต้องเสียเวลาในการติดตั้งและกำหนดค่าเซิร์ฟเวอร์เอง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเว็บไซต์

บริการนี้เหมาะกับใคร ?

Cloud WordPress เหมาะสำหรับผู้ใช้งาน WordPress ทันสมัย ยุคใหม่ที่ต้องการความเร็ว ความเสถียร และความปลอดภัยระดับสูง พร้อมที่จะสามารถ Scale ได้อย่างไม่จำกัด พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา พร้อมสำหรับเว็บ WordPress และ Woo-commerce ทุกรูปแบบ เช่น เว็บองค์กร หน่วยงาน ภาครัฐ เอกชน หรือเว็บขายออนไลน์ (E-Commerce)

บริการ WordPress on Cloud ติดตั้ง WordPress พร้อมใช้งานบน Cloud Server

WordPress on Cloud Extreme Private Server

หมดยุคของการใช้งาน Shared Hosting อีกต่อไป

Unlimited Data Transfer & Visitors

ด้วย Network ขนาดใหญ่ทั่วโลกกว่า 100Gbps ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงรองรับ Workload และปริมาณ Traffic ได้อย่างมหาศาลแบบไม่จำกัด ด้วยความเร็วที่ไม่ตกหล่น เว็บไซต์จะเร็วทั้งในและต่างประเทศ เป็นผลดีต่อ bot ที่เข้ามาเก็บข้อมูลสำหรับการจัดทำ SEO Index

Optimized Built-in Cache & CDN

เรามีระบบ Cache ให้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม พร้อมรองรับการทำงานทั้ง Varnish, Memcached และ Redis บน PHP-FPM ประสานการทำงานร่วมกับ Nginx เพื่อให้เกิดการใช้ Resource ของ Server อย่างคุ้มค่า ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในด้านความเร็วสูงสุด

Fully Accurate Security

เราให้ฟรี SSL / Anti DDoS / WAF สำหรับการเข้ารหัสข้อมูลความปลอดภัยสูงและป้องกันการโจมตีอย่างแม่นยำด้วยการระบุ IP Address ในแบล็คลิสต์ อัปเดตทุกวัน กำจัดการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง ช่วยปกป้องเว็บ WordPress โดยการกรองและตรวจสอบปริมาณข้อมูล ปกป้องช่องโหว่ล่าสุดในเชิงรุก

สถาปัตยกรรมของ Cloud WordPress

ทุกชั้นถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่เครือข่ายที่รับผู้เข้าชม ไปจนถึงดิสก์ที่เก็บข้อมูลจริง

แผนผังสถาปัตยกรรม WordPress on Cloud ของ THAI DATA CLOUD ตั้งแต่ CDN, Nginx, PHP-FPM, Redis ไปจนถึงฐานข้อมูลและระบบสำรองข้อมูล

What's included

จุดเด่นบริการ WordPress on Cloud

ทุกข้อรวมอยู่ในบริการแล้ว ไม่ต้องจ่ายเพิ่มทีหลัง

  • Global Cloud ระดับ Enterprise เทียบเท่า AWS
  • ควบคุม Server ได้เองผ่าน Control Panel
  • ติดตั้ง Server อัตโนมัติพร้อมใช้งานใน 1 นาที
  • ปรับ เพิ่ม - ลด สเปคเองได้ตลอดเวลา
  • ไม่จำกัดปริมาณ Data Transfer
  • ฟรี Firewall Layer 7
  • ฟรีระบบป้องกันการโจมตี Anti D-DoS
  • สำรองข้อมูลอัตโนมัติ พร้อมกู้คืนได้ด้วยตัวเอง
  • High Availability ตลอดเวลา 99.99%
  • ข้อมูลปลอดภัยด้วยระบบ Three Data Copies
  • Extreme SSD ระดับ 1,000,000 IOPS
  • เพิ่ม - ลด IP Address จัดการ DNS ได้เอง
  • Domestic & Inter Network 100Gbps
  • WordPress Update อย่างอัตโนมัติ
  • Support ดูแลให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

Shared Web Hosting เทียบกับ Private Cloud Hosting

เหตุผลที่เว็บซึ่งจริงจังกับผู้เข้าชมและอันดับ ย้ายออกจาก Shared Hosting กันเกือบทั้งหมด

Shared Web HostingPrivate Cloud Hosting (THAI DATA)
ทรัพยากรที่ได้จริงNo Guarantee Resource: แม้ว่าผู้ให้บริการจะแจ้งว่ามีการจัดสรรสเปคให้กับลูกค้า แต่การใช้งานแชร์เซิร์ฟเวอร์จะมีเว็บไซต์มากกว่า 100 เว็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์เดียวกัน อาจทำให้รับปัญหาและผลกระทบซึ่งกันและกันอยู่บ่อยๆGuarantee Resource: ใช้งาน Spec Resource ของ Cloud Server ได้อย่างเต็มที่ ทำงานราบลื่น เพราะคุณคือเจ้าของ Server แต่เพียงผู้เดียว โดยจะได้รับ IP Address ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์แบบส่วนตัวทันที
การเติบโตและเทคโนโลยีใหม่The Limits to Growth: หากมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ดีมาในอนาคต คุณจะไม่สามารถใช้งานได้ จนกว่าผู้ให้บริการจะติดตั้งลงบนแชร์เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบต่อระบบโดยรวมScale to Success: สามารถติดตั้ง Packages เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา คุณสามารถ Remote ได้ถึงระบบ Root และรองรับการพัฒนาเมื่อธุรกิจขยายใหญ่ขึ้น ไม่เพิ่มภาระงานในการเริ่มต้นใหม่
ความปลอดภัยและการดูแลWeak Security: ความปลอดภัยไม่รัดกุมเพียงพอ เนื่องจากเป็นแชร์เซิร์ฟเวอร์ จึงจำเป็นเปิด Firewall Policy ในวงกว้างเพื่อรองรับการทำงานที่มาจากหลากหลาย UserEnjoy top-rated Support: เรามีผู้เชี่ยวชาญทางด้าน WordPress พร้อมให้บริการในการดูแล ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ รวมไปถึง Optimize WordPress ให้เร็วอย่างต่อเนื่อง ฟรี ไม่มีค่าบริการเพิ่มเติม

ทำไมเว็บ WordPress ถึงช้า และต้องแก้ที่ตรงไหน

เกือบทุกครั้งที่เจ้าของเว็บบอกว่า “เว็บช้า” ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ WordPress เอง แต่อยู่ที่งานที่เซิร์ฟเวอร์ต้องทำซ้ำในทุกคำขอ ทุกครั้งที่มีคนเปิดหน้าเว็บหนึ่งหน้า WordPress จะรัน PHP อ่านฐานข้อมูลหลายสิบครั้ง ประมวลผลธีมและปลั๊กอินทั้งหมด แล้วประกอบ HTML ขึ้นมาใหม่ทั้งหน้า ถ้าไม่มีอะไรมาตัดวงจรนี้ เว็บก็จะทำงานเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ผู้เข้าชมทุกคน

คอขวดที่พบจริงบ่อยที่สุด เรียงตามผลกระทบ:

  • ไม่มี Page Cache: ทุกคำขอวิ่งเข้า PHP และฐานข้อมูลจริง ทั้งที่หน้าส่วนใหญ่เหมือนกันสำหรับผู้เข้าชมทุกคน นี่คือข้อเดียวที่แก้แล้วเห็นผลมากที่สุด
  • ดิสก์ตอบสนองช้า: เมื่อจำเป็นต้องอ่านข้อมูลจริง ดิสก์ที่ IOPS ต่ำจะกลายเป็นคอขวดทันที โดยเฉพาะตอนมีผู้ใช้พร้อมกันหลายคน
  • ปลั๊กอินสะสม: ปลั๊กอินที่ยิงคิวรีหนักในทุกหน้า หรือเรียก API ภายนอกแบบรอผลลัพธ์ ทำให้ทุกหน้าช้าลงพร้อมกันหมด
  • ฐานข้อมูลบวม: ตาราง options ที่มี autoload ขนาดใหญ่ revision ที่สะสมมานาน และ transient ที่ไม่เคยถูกล้าง
  • เครือข่ายไกลจากผู้ชม: ถ้าเซิร์ฟเวอร์อยู่คนละทวีปกับผู้เข้าชม ระยะทางอย่างเดียวก็เพิ่ม TTFB ได้แล้ว ก่อนที่โค้ดจะเริ่มทำงานด้วยซ้ำ

สังเกตว่าไม่มีข้อไหนแก้ได้ด้วยการ “ซื้อ CPU เพิ่ม” เพียงอย่างเดียว การเพิ่ม CPU ให้กับเว็บที่ไม่มีแคช คือการจ่ายเงินเพื่อให้ทำงานที่ซ้ำซ้อนเดิมได้เร็วขึ้นนิดเดียว นี่คือเหตุผลที่เราติดตั้ง Varnish, Redis, Memcached และ Extreme SSD มาให้พร้อมตั้งแต่ต้น แทนที่จะปล่อยให้คุณไปหาปลั๊กอินแคชมาลองเอง

เปรียบเทียบเส้นทางของคำขอเว็บ WordPress แบบไม่มีแคช ที่ต้องวิ่งผ่าน PHP ปลั๊กอิน และฐานข้อมูลทุกครั้ง กับแบบมีแคช Varnish ที่ตอบกลับได้ทันทีโดยไม่แตะ PHP และฐานข้อมูล
เส้นทางล่างสั้นกว่ามาก เพราะ Varnish ตอบกลับได้เลยโดยไม่ต้องปลุก PHP และฐานข้อมูล

Hosting มีผลต่ออันดับ SEO อย่างไร

ความเร็วเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้ช่วยแค่ประสบการณ์ผู้ใช้ แต่เป็นสัญญาณจัดอันดับที่วัดผลได้จริง

ไทม์ไลน์การโหลดหน้าเว็บแสดงว่า TTFB ของเซิร์ฟเวอร์ถูกนับรวมอยู่ในช่วงเวลาของ LCP ทำให้ LCP เป็นตัวชี้วัด Core Web Vitals ที่ขึ้นกับเซิร์ฟเวอร์โดยตรง ต่างจาก INP และ CLS ที่ขึ้นกับฝั่งหน้าเว็บ

Google ใช้ Core Web Vitals เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาณจัดอันดับ และในสามตัวชี้วัดนั้น มีตัวหนึ่งที่ขึ้นกับเซิร์ฟเวอร์โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:

  • LCP (Largest Contentful Paint): เวลาที่เนื้อหาชิ้นใหญ่ที่สุดปรากฏ ค่านี้เริ่มนับรวม TTFB ของเซิร์ฟเวอร์ ถ้าเซิร์ฟเวอร์ใช้เวลา 1 วินาทีกว่าจะเริ่มตอบ คุณก็เสียงบประมาณเวลาไปแล้วเกือบครึ่ง ก่อนที่เบราว์เซอร์จะได้เริ่มวาดอะไรเลย
  • INP (Interaction to Next Paint): ความไวในการตอบสนองต่อการคลิกและการพิมพ์ ส่วนใหญ่ขึ้นกับ JavaScript บนหน้าเว็บ แต่เซิร์ฟเวอร์ที่ตอบช้าก็ทำให้การโต้ตอบที่ต้องรอข้อมูลช้าตามไปด้วย
  • CLS (Cumulative Layout Shift): การกระโดดของเลย์เอาต์ ขึ้นกับการกำหนดขนาดภาพและการโหลดฟอนต์เป็นหลัก

นอกจาก Core Web Vitals ยังมีอีกช่องทางที่คนมักมองข้ามคือ Crawl Budget เมื่อเซิร์ฟเวอร์ตอบเร็วและไม่ล่ม บอทของ Search Engine จะเก็บข้อมูลได้มากขึ้นและถี่ขึ้น คอนเทนต์ใหม่จึงถูก Index เร็วกว่า ในทางกลับกัน เว็บที่ตอบช้าหรือ Timeout บ่อยจะถูกลดความถี่ในการเข้ามาเก็บข้อมูลลง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เครือข่าย 100Gbps ทั้งในและต่างประเทศเป็นผลดีต่อ bot ที่เข้ามาเก็บข้อมูลสำหรับการจัดทำ SEO Index

สรุปสั้นๆ คือ hosting ไม่ได้ทำให้คอนเทนต์ที่ไม่ดีขึ้นอันดับได้ แต่ hosting ที่ช้าสามารถฉุดคอนเทนต์ที่ดีให้ตกอันดับได้จริง

ระบบ Cache หลายชั้นทำงานอย่างไร

คำว่า “Cache” มักถูกใช้รวมๆ จนสับสน จริงๆ แล้วบนเว็บ WordPress มีแคชหลายชั้นที่ทำงานคนละหน้าที่ และแต่ละชั้นตัดงานออกไปคนละจุด เรียงจากด่านนอกสุดเข้ามาด้านใน:

แผนผังแคชสี่ชั้นของเว็บ WordPress เรียงจากนอกเข้าใน CDN, Varnish ที่เป็น Page Cache, Redis ที่เป็น Object Cache และ OPcache โดยมี PHP กับ MySQL เป็นแกนในสุดที่ทุกชั้นพยายามไม่ให้ไปถึง

1. CDN (ด่านหน้าสุด)

เก็บไฟล์ภาพ CSS และ JavaScript ไว้ใกล้ผู้เข้าชม ทำให้ผู้ใช้ต่างประเทศไม่ต้องดึงไฟล์ข้ามทวีปทุกครั้ง ชั้นนี้ช่วยเรื่องระยะทาง แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องความเร็วของตัว HTML

2. Page Cache (Varnish)

เก็บ HTML ของทั้งหน้าไว้ในหน่วยความจำ เมื่อมีคนขอหน้าเดิม Varnish จะตอบกลับได้ทันทีโดย ไม่แตะ PHP และไม่แตะฐานข้อมูลเลย นี่คือชั้นที่ให้ผลมากที่สุดกับเว็บคอนเทนต์และเว็บองค์กร ซึ่งผู้เข้าชมส่วนใหญ่เห็นหน้าเดียวกัน

3. Object Cache (Redis หรือ Memcached)

จำผลลัพธ์ของคิวรีฐานข้อมูลที่ถูกเรียกซ้ำ ชั้นนี้สำคัญมากกับหน้าที่แคชทั้งหน้าไม่ได้ เช่น Cart, Checkout, My Account หรือหน้าที่ผู้ใช้ล็อกอิน เพราะถึงจะข้าม Page Cache ไป ก็ยังไม่ต้องถามฐานข้อมูลซ้ำเรื่องเดิม

4. OPcache (ระดับ PHP)

เก็บโค้ด PHP ที่คอมไพล์แล้วไว้ในหน่วยความจำ ทำให้ไม่ต้องแปลไฟล์เดิมใหม่ทุกคำขอ ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยที่คุณไม่ต้องตั้งค่าอะไร

ที่ต้องเข้าใจคือ ชั้นเหล่านี้แทนกันไม่ได้ ร้าน WooCommerce ที่มี CDN อย่างเดียวจะยังช้าที่ Checkout ส่วนเว็บข่าวที่มี Object Cache แต่ไม่มี Page Cache ก็ยังต้องรัน PHP ให้ผู้อ่านทุกคน การตั้งค่าให้ครบทุกชั้นและให้เหมาะกับ ลักษณะเว็บ คือสิ่งที่ทีมงานของเราทำให้ตั้งแต่ติดตั้ง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ควรเลือกสเปคแบบไหนให้เหมาะกับเว็บของคุณ

สิ่งที่กำหนดสเปคจริงๆ ไม่ใช่จำนวนผู้เข้าชม แต่คือสัดส่วนของหน้าที่แคชไม่ได้

ลักษณะเว็บของคุณสิ่งที่มักเป็นคอขวดแนวทางที่เราแนะนำ
เว็บองค์กร เว็บแบรนด์ ผู้เข้าชมหลักพันต่อวันปลั๊กอินสะสมมานาน และภาพขนาดใหญ่ที่ไม่ได้บีบอัดPrivate Server สเปคเริ่มต้น เปิด Cache เต็มรูปแบบ และปรับภาพให้เป็น WebP
เว็บข่าว เว็บคอนเทนต์ ทราฟฟิกพุ่งเป็นช่วงทราฟฟิกพุ่งเฉียบพลันตอนคอนเทนต์ติดกระแส จนคิว PHP เต็มเพิ่ม vCPU ต่อ PHP-FPM worker และพึ่ง Varnish เป็นด่านหน้า เพื่อให้หน้าที่คนอ่านซ้ำไม่แตะ PHP เลย
WooCommerce ร้านค้าออนไลน์หน้า Cart, Checkout และ My Account แคชไม่ได้ จึงวิ่งเข้าฐานข้อมูลทุกครั้งเน้น RAM และ IOPS สำหรับฐานข้อมูล ใช้ Redis เก็บ Object Cache และแยกฐานข้อมูลออกเมื่อโตขึ้น
เว็บหลายภาษา หรือมีผู้ชมต่างประเทศระยะทางเครือข่ายทำให้ TTFB ของผู้ใช้ต่างประเทศสูงใช้เครือข่าย 100Gbps ทั้งในและต่างประเทศร่วมกับ CDN และเลือกโซนที่ใกล้ผู้ชมหลัก
เว็บสมาชิก LMS หรือเว็บที่ต้องล็อกอินผู้ใช้ล็อกอินข้าม Page Cache เกือบทั้งหมดเพิ่ม CPU และ RAM เป็นหลัก ใช้ Object Cache ให้หนัก และแยกงานหนักไปทำเบื้องหลัง

ตารางนี้เป็นแนวทางประเมินเบื้องต้น ทีมงานประเมินสเปคที่เหมาะสมให้ฟรีจากข้อมูลเว็บปัจจุบันของคุณ เพราะคุณปรับเพิ่มลดสเปคเองได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

ย้ายเว็บ WordPress เดิมมาที่ THAI DATA CLOUD อย่างไร

เว็บเดิมยังเปิดให้บริการตามปกติตลอดกระบวนการ ผู้เข้าชมแทบไม่รู้สึกถึงการย้าย

  1. 1

    สำรวจเว็บเดิมและวางแผน

    ตรวจขนาดฐานข้อมูล จำนวนไฟล์ ปลั๊กอินที่ใช้ เวอร์ชัน PHP และปริมาณผู้เข้าชมจริง เพื่อกำหนดสเปคที่เหมาะสมและประเมินความเสี่ยงก่อนย้าย

  2. 2

    เตรียม Cloud Server และติดตั้ง WordPress

    สร้างเครื่องพร้อม WordPress ให้ใช้งานได้ภายใน 1 นาที ตั้งค่า Nginx, PHP-FPM, Redis และ Varnish ให้เหมาะกับเว็บของคุณตั้งแต่ต้น

  3. 3

    คัดลอกข้อมูลชุดแรก

    ย้ายไฟล์และฐานข้อมูลมาที่เครื่องใหม่โดยที่เว็บเดิมยังเปิดให้บริการตามปกติ ผู้เข้าชมไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในขั้นนี้

  4. 4

    ทดสอบบนเครื่องใหม่ก่อนเปลี่ยน DNS

    เปิดทดสอบผ่านโดเมนชั่วคราวหรือแก้ไฟล์ hosts ตรวจหน้าเว็บ ระบบชำระเงิน ฟอร์ม และอีเมล ให้ครบก่อนสลับจริง

  5. 5

    ซิงก์ข้อมูลรอบสุดท้ายและสลับ DNS

    ซิงก์เฉพาะข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงหลังคัดลอกรอบแรก แล้วจึงชี้โดเมนมาที่เครื่องใหม่ ทำให้ช่วงเวลาที่ข้อมูลอาจไม่ตรงกันสั้นที่สุด

  6. 6

    ตรวจสอบหลังย้ายและปรับจูน

    ติดตั้ง SSL ตรวจ redirect และ Core Web Vitals ตั้งค่าสำรองข้อมูลอัตโนมัติ แล้วปรับจูนต่อเนื่องตามการใช้งานจริง

เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง

Cloud Server Enterprise ระดับโลก ทำงานร่วมกันเป็น Cluster กว่า 1000 เครื่อง รองรับ High Availability (HA) และ Load Balance มั่นใจได้ว่าเว็บของคุณจะไม่ล่ม

  • WordPress
  • Nginx
  • Redis
  • HTTP/3
  • PHP 8

FAQs

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง WordPress on Cloud

WordPress on Cloud ต่างจาก Shared Hosting อย่างไร ?

Shared Hosting คือการนำเว็บไซต์จำนวนมากมาไว้บนเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวกัน โดยทั่วไปมีเว็บมากกว่า 100 เว็บใช้ CPU, RAM และดิสก์ชุดเดียวกัน เมื่อเว็บใดเว็บหนึ่งถูกใช้งานหนัก เว็บที่เหลือบนเครื่องนั้นจะช้าตามไปด้วย ทั้งที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด

ส่วน WordPress on Cloud เป็น Private Server ที่คุณเป็นเจ้าของทรัพยากรทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว พร้อม IP Address ส่วนตัว เข้าถึงระดับ Root ปรับแต่งและติดตั้งอะไรก็ได้ และเพิ่มลดสเปคได้ตลอดเวลาเมื่อธุรกิจโตขึ้น

ย้ายเว็บ WordPress เดิมมาได้ไหม เว็บจะล่มระหว่างย้ายหรือเปล่า ?

ย้ายได้ครับ และตามขั้นตอนที่เราใช้ เว็บเดิมจะยังเปิดให้บริการตามปกติตลอดช่วงที่คัดลอกข้อมูล เราจะคัดลอกไฟล์และฐานข้อมูลมาที่เครื่องใหม่ก่อน แล้วทดสอบให้ครบผ่านโดเมนชั่วคราว จึงค่อยซิงก์ข้อมูลรอบสุดท้ายและสลับ DNS

ผลก็คือผู้เข้าชมแทบไม่รู้สึกถึงการย้าย ทีมงานของเราช่วยดำเนินการให้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงตรวจสอบ SSL, redirect และประสิทธิภาพหลังย้ายเสร็จ

ทำไมเว็บ WordPress ถึงช้า ทั้งที่อัปเกรดสเปคแล้ว ?

เพราะคอขวดส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ CPU แต่อยู่ที่ทุกครั้งที่มีคนเปิดหน้าเว็บ WordPress ต้องรัน PHP อ่านฐานข้อมูลหลายสิบครั้ง แล้วประกอบหน้าขึ้นมาใหม่ทั้งหน้า ถ้าไม่มีระบบ Cache การเพิ่ม CPU ก็เพียงทำให้ทำงานที่ซ้ำซ้อนเดิมได้เร็วขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

ทางแก้ที่ให้ผลจริงคือลดงานที่ต้องทำซ้ำ ด้วย Page Cache ที่ตอบหน้าเดิมโดยไม่แตะ PHP, Object Cache ที่จำผลลัพธ์จากฐานข้อมูล และดิสก์ที่ตอบสนองเร็วพอเมื่อจำเป็นต้องอ่านจริง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราให้ Varnish, Redis, Memcached และ Extreme SSD มาพร้อมตั้งแต่ต้น

Hosting มีผลต่ออันดับ SEO จริงหรือ ?

มีผลครับ ผ่านสองทางที่วัดได้ ทางแรกคือ Core Web Vitals ซึ่งเป็นสัญญาณจัดอันดับโดยตรง โดย LCP ขึ้นกับ TTFB ของเซิร์ฟเวอร์เป็นอย่างมาก ถ้าเซิร์ฟเวอร์ตอบช้าตั้งแต่ต้น ต่อให้ปรับหน้าเว็บดีแค่ไหนก็ชดเชยได้ยาก

ทางที่สองคือ Crawl Budget เมื่อเซิร์ฟเวอร์ตอบเร็วและไม่ล่ม บอทของ Search Engine จะเก็บข้อมูลได้มากขึ้นและถี่ขึ้น คอนเทนต์ใหม่จึงถูก Index เร็วกว่า ในทางกลับกัน เว็บที่ตอบช้าหรือ Timeout บ่อยจะถูกลดความถี่ในการเข้ามาเก็บข้อมูล

ควรเลือกสเปคเท่าไหร่ดี ?

ขึ้นกับลักษณะเว็บมากกว่าจำนวนผู้เข้าชมเพียงอย่างเดียว เว็บองค์กรหรือเว็บคอนเทนต์ที่แคชได้เกือบทั้งหมด ใช้สเปคไม่มากก็รองรับผู้เข้าชมได้สูง แต่ WooCommerce หรือเว็บสมาชิกที่ผู้ใช้ต้องล็อกอิน จะข้าม Page Cache เกือบทุกคำขอ จึงต้องการ CPU, RAM และ IOPS มากกว่าอย่างชัดเจน

เราแนะนำให้เริ่มจากสเปคที่เหมาะกับการใช้งานจริงแล้วค่อยปรับเพิ่มลดภายหลัง เพราะคุณเปลี่ยนสเปคเองได้ตลอดเวลา ทีมงานประเมินให้ฟรีจากข้อมูลเว็บปัจจุบันของคุณได้เลย

มี Cache และ CDN ให้ไหม ต้องจ่ายเพิ่มหรือเปล่า ?

มีให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มครับ รองรับทั้ง Varnish, Memcached และ Redis ทำงานบน PHP-FPM ร่วมกับ Nginx โดยเราตั้งค่าให้เหมาะกับเว็บของคุณตั้งแต่ติดตั้ง

ผลที่ได้คือใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์อย่างคุ้มค่าที่สุด และได้ความเร็วสูงสุดโดยที่คุณไม่ต้องไปหาปลั๊กอินแคชมาลองเองให้เสี่ยงเว็บพัง

ความปลอดภัยเป็นอย่างไร ป้องกัน Ransomware และการโจมตีได้ไหม ?

เราให้ฟรีทั้ง SSL, Anti DDoS และ WAF โดย WAF จะกรองและตรวจสอบปริมาณข้อมูลที่วิ่งเข้าเว็บ พร้อมระบุ IP Address ในแบล็คลิสต์ที่อัปเดตทุกวัน เพื่อปกป้องช่องโหว่ล่าสุดในเชิงรุก และมี Firewall Layer 7 ให้ด้วย

ในด้านข้อมูล มีระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติที่คุณกู้คืนเองได้ และข้อมูลถูกเก็บแบบ Three Data Copies ทำให้แม้เจอเหตุร้ายก็ยังมีชุดข้อมูลที่ย้อนกลับไปใช้ได้

รองรับ WooCommerce และเว็บที่มีคนเข้าเยอะพร้อมกันไหม ?

รองรับครับ ระบบทำงานร่วมกันเป็น Cluster กว่า 1000 เครื่อง รองรับ High Availability และ Load Balance พร้อม Data Transfer แบบไม่จำกัด จึงไม่มีค่าใช้จ่ายแปลกใจตอนทราฟฟิกพุ่งจากแคมเปญหรือช่วงเทศกาล

สำหรับ WooCommerce เราจะเน้น RAM และ IOPS ให้ฐานข้อมูลเป็นพิเศษ เพราะหน้า Cart และ Checkout แคชไม่ได้โดยธรรมชาติ และใช้ Redis เก็บ Object Cache เพื่อลดภาระฐานข้อมูล

ดูแลเซิร์ฟเวอร์เองไม่เป็น มีคนช่วยไหม ?

มีครับ เรามีผู้เชี่ยวชาญด้าน WordPress ดูแล ให้คำปรึกษา และช่วย Optimize WordPress ให้เร็วอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีค่าบริการเพิ่มเติม พร้อมทีม Support ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน

ขณะเดียวกันคุณก็ยังควบคุมเครื่องเองได้เต็มที่ผ่าน Control Panel ทั้งการเปิดปิดเครื่อง ปรับสเปค จัดการ IP และ DNS หรือกู้คืนข้อมูลด้วยตัวเอง

เริ่มต้นใช้งานอย่างไร มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ?

สร้างเครื่องเองได้ทันทีผ่านระบบ ติดตั้ง WordPress อัตโนมัติพร้อมใช้งานใน 1 นาที หรือถ้าต้องการให้เราประเมินสเปคและช่วยย้ายเว็บให้ ติดต่อทีมงานเพื่อขอใบเสนอราคาได้ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด

ค่าใช้จ่ายขึ้นกับสเปคและขอบเขตการดูแลที่คุณต้องการ เราจึงเสนอราคาให้ตรงกับการใช้งานจริงมากกว่าขายเป็นแพ็กเกจสำเร็จรูป โทร 061-989-8891 หรือ LINE @thaidatacloud ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พร้อมย้าย WordPress ไปอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ที่เร็วกว่าแล้วหรือยัง

เรามีทีมช่วยคุณค้นหาโซลูชันและราคาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด