โลโก้ Appwrite
ภาษาโปรแกรมและ FrameworkBSD 3-Clause (โอเพนซอร์ส)

Appwrite คืออะไร และวิธีติดตั้งบน Cloud Server

Appwrite คือหลังบ้านสำเร็จรูปที่ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองได้ ให้ทั้งระบบผู้ใช้ ฐานข้อมูล พื้นที่เก็บไฟล์ และฟังก์ชันที่รันตามเหตุการณ์ พร้อมไลบรารีสำหรับทุกแพลตฟอร์ม

ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์เองได้
ได้
สเปกเริ่มต้นที่แนะนำ
2 vCPU · RAM 4 GB
ไลเซนส์
BSD 3-Clause (โอเพนซอร์ส)
เว็บทางการ
เปิดเว็บไซต์
สร้าง Cloud Server เดี๋ยวนี้
  • ISO/IEC 27001
  • ISO 22301
  • ISO 20000-1
  • CSA-STAR

Data Center ในไทย มาตรฐาน TIA-942 Tier 3+ ข้อมูลอยู่ในประเทศไทย

Appwrite คืออะไร

Appwrite รวมงานหลังบ้านที่แอปทุกตัวต้องมีไว้ในระบบเดียว ทั้งการจัดการผู้ใช้ ฐานข้อมูล การอัปโหลดไฟล์ และการส่งการแจ้งเตือน ทีมจึงเริ่มเขียนส่วนที่เป็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ได้ทันที

ระบบมีไลบรารีสำหรับทุกแพลตฟอร์มที่ใช้กันทั่วไป ทั้งเว็บ แอปมือถือ และภาษาฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ทีมที่ทำหลายแพลตฟอร์มใช้หลังบ้านชุดเดียวกันได้

ความสามารถที่ทำให้ยืดหยุ่นคือฟังก์ชันที่รันตามเหตุการณ์ เช่น เมื่อมีผู้ใช้สมัครใหม่ให้ส่งอีเมลต้อนรับ ซึ่งเขียนเป็นโค้ดเล็ก ๆ แล้ววางในระบบได้โดยไม่ต้องมีเซิร์ฟเวอร์แยก

แผนผังการวางระบบ Appwrite บน Cloud Server หนึ่งเครื่องที่ Data Center ในประเทศไทย ผู้ใช้เข้าถึงผ่านไฟร์วอลล์ที่เปิดเฉพาะพอร์ต 443, 80 ตัว Appwrite และข้อมูลอยู่บนเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นที่ 2 vCPU แรม 4 GB และมีสำเนาสำรองเขียนออกไปเก็บอีกไซต์หนึ่ง
Appwrite ทำงานบน Cloud Server เครื่องเดียวได้ครบ เปิดเฉพาะพอร์ตที่จำเป็น ข้อมูลและสำเนาสำรองอยู่ใน Data Center ในประเทศไทย

ความสามารถเด่นของ Appwrite

ระบบผู้ใช้ครบ

สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ และเชื่อมกับผู้ให้บริการภายนอกได้

ฐานข้อมูลพร้อมการควบคุมสิทธิ์

กำหนดสิทธิ์ระดับเอกสารได้โดยไม่ต้องเขียนตรวจสิทธิ์เอง

พื้นที่เก็บไฟล์พร้อมปรับขนาดภาพ

อัปโหลดและแปลงขนาดภาพได้โดยไม่ต้องเขียนเพิ่ม

ฟังก์ชันที่รันตามเหตุการณ์

เขียนโค้ดเล็ก ๆ ให้ทำงานเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กำหนด

ไลบรารีสำหรับทุกแพลตฟอร์ม

ใช้หลังบ้านชุดเดียวกันได้ทั้งเว็บและแอปมือถือ

ใช้ Appwrite ทำอะไรได้บ้าง

  • แอปมือถือที่ต้องการหลังบ้านโดยไม่จ้างทีมหลังบ้านแยก
  • ต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ต้องออกให้เร็ว
  • ระบบที่ต้องรองรับทั้งเว็บและแอปมือถือ
  • องค์กรที่ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้ไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง

สเปก Cloud Server ที่แนะนำ

แผนภาพเทียบสเปก Cloud Server สำหรับ Appwrite 3 ระดับ เริ่มจาก 2 vCPU แรม 4 GB ดิสก์ NVMe 60 GB ไปจนถึง 8 vCPU ขึ้นไป แรม 16 GB ขึ้นไป ดิสก์ NVMe 300 GB ขึ้นไป โดยเทียบขนาดแยกตามแต่ละคอลัมน์
เริ่มจากระดับที่ตรงกับการใช้งานตอนนี้ แล้วเพิ่ม CPU และ RAM ทีหลังได้บนเครื่องเดิม
ระดับการใช้งานvCPURAMDisk
ขั้นต่ำโครงการทดสอบหรือแอปที่ผู้ใช้ไม่มาก2 vCPU4 GBNVMe 60 GB
แนะนำแอปงานจริงที่มีผู้ใช้ต่อเนื่อง4 vCPU8 GBNVMe 150 GB
ใช้งานหนักผู้ใช้จำนวนมากและมีไฟล์เยอะ8 vCPU ขึ้นไป16 GB ขึ้นไปNVMe 300 GB ขึ้นไป

ดูราคาตามสเปกได้ที่ ราคา Cloud Compute หรือให้ทีมงานช่วยประเมินสเปกจากปริมาณผู้ใช้จริงของคุณ

วิธีติดตั้ง Appwrite บน Cloud Server ของ THAI DATA CLOUD

ขั้นตอนด้านล่างใช้กับ Cloud Server ที่เพิ่งสร้างใหม่จากหน้าจัดการของ THAI DATA CLOUD ได้ทันที ถ้าไม่สะดวกทำเอง ทีมวิศวกรของเราติดตั้งและตั้งค่าให้ฟรีสำหรับลูกค้า Cloud Server

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • Docker และ Docker Compose
  • RAM อย่างน้อย 4 GB
  • โดเมนและใบรับรอง SSL
  • พื้นที่จัดเก็บสำหรับฐานข้อมูลและไฟล์

ทดสอบบน Ubuntu Server 24.04 LTS ที่ติดตั้ง Docker แล้ว

  1. 1

    รันสคริปต์ติดตั้ง

    สคริปต์จะถามโดเมนและค่าตั้งต้นที่จำเป็น แล้วสร้างไฟล์ Compose ให้

    docker run -it --rm \
      --volume /var/run/docker.sock:/var/run/docker.sock \
      --volume "$(pwd)"/appwrite:/usr/src/code/appwrite:rw \
      --entrypoint="install" \
      appwrite/appwrite:latest
  2. 2

    ตรวจว่าระบบทำงาน

    cd appwrite
    docker compose ps
    docker compose logs -f appwrite
  3. 3

    ตั้ง Nginx และ HTTPS

    sudo certbot --nginx -d api.example.com
  4. 4

    สร้างบัญชีและโปรเจกต์

    สร้างบัญชีผู้ดูแลผ่านหน้าเว็บ แล้วสร้างโปรเจกต์และกำหนดแพลตฟอร์มที่จะเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นการจำกัดว่าโดเมนหรือแอปใดเรียกใช้ได้

  5. 5

    สร้างฐานข้อมูลและกำหนดสิทธิ์

    สร้างคอลเลกชันพร้อมกำหนดสิทธิ์ให้ชัดเจนว่าใครอ่านหรือเขียนได้ ซึ่งต้องตั้งให้ถูกตั้งแต่ต้นเพราะเป็นชั้นความปลอดภัยหลัก

  6. 6

    เชื่อมกับแอป

    import { Client, Databases } from "appwrite"
    const client = new Client()
      .setEndpoint("https://api.example.com/v1")
      .setProject("YOUR_PROJECT_ID")
    const db = new Databases(client)

กำหนดแพลตฟอร์มที่อนุญาตให้เรียกใช้ในหน้าจอโปรเจกต์เสมอ เพราะเป็นการจำกัดว่าโดเมนหรือแอปใดใช้หลังบ้านนี้ได้ ซึ่งเป็นชั้นความปลอดภัยแรก

พอร์ตที่ต้องเปิดบน Firewall

พอร์ตโปรโตคอลใช้ทำอะไร
443TCPHTTPS สำหรับ API และหน้าจอจัดการ
80TCPHTTP และการต่ออายุใบรับรอง

สิ่งที่ควรทำต่อหลังติดตั้งเสร็จ

  • กำหนดแพลตฟอร์มที่อนุญาตให้เรียกใช้ในแต่ละโปรเจกต์
  • ตั้งสิทธิ์ของทุกคอลเลกชันให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
  • ไม่ใช้คีย์ที่มีสิทธิ์เต็มในโค้ดฝั่งเบราว์เซอร์หรือแอปมือถือ
  • เปิดการยืนยันตัวตนสองชั้นสำหรับบัญชีผู้ดูแล
  • สำรองฐานข้อมูลและไฟล์ตามรอบ

ทำไมควรรัน Appwrite บน Cloud Server ของ THAI DATA CLOUD

Data Center ในประเทศไทย มาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ ISO 22301 พร้อมทีมวิศวกรคนไทยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อมูลผู้ใช้และไฟล์อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ในไทย สอดคล้องกับ PDPA

ไม่มีค่าบริการตามจำนวนคำขอหรือจำนวนผู้ใช้

แอปที่มีผู้ใช้ในไทยได้ความเร็วที่ดีเพราะเซิร์ฟเวอร์อยู่ในประเทศ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Appwrite

Appwrite ต่างจาก Supabase อย่างไร

Supabase สร้างบน PostgreSQL และเน้นให้ใช้ SQL ได้เต็มที่ ส่วน Appwrite ออกแบบให้ใช้ผ่านไลบรารีของแต่ละแพลตฟอร์มเป็นหลักและมีฟังก์ชันที่รันตามเหตุการณ์ในตัว ทีมที่ทำแอปมือถือมักเลือก Appwrite

ใช้กับแอปมือถือได้ไหม

ได้และเป็นจุดแข็ง เพราะมีไลบรารีสำหรับทั้ง iOS, Android และเฟรมเวิร์กข้ามแพลตฟอร์ม ทำให้ใช้หลังบ้านชุดเดียวกันได้ทั้งเว็บและแอป

ใช้ทรัพยากรเท่าไหร่

ระบบมีหลายองค์ประกอบทำงานพร้อมกัน ควรเริ่มที่ 4 GB เป็นอย่างน้อยและเพิ่มตามจำนวนผู้ใช้ ส่วนพื้นที่จัดเก็บควรเผื่อตามปริมาณไฟล์ที่ผู้ใช้อัปโหลด

ให้เราติดตั้ง Appwrite ให้ฟรี บน Cloud Server ในไทย

แจ้งความต้องการสั้น ๆ ทีมวิศวกรจะช่วยประเมินสเปก ติดตั้ง และตั้งค่าความปลอดภัยให้พร้อมใช้งาน ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด