โลโก้ pfSense
อันดับ 89 ใน Top 100 VPN และ NetworkingApache License 2.0 (Community Edition)

pfSense คืออะไร และใช้งานอย่างไรในองค์กร

pfSense คือระบบปฏิบัติการสำหรับทำ Firewall และ Router โดยเฉพาะ ให้ความสามารถระดับอุปกรณ์เชิงพาณิชย์ราคาสูง ทั้งการกรองทราฟฟิก VPN และการจัดการแบนด์วิดท์ ผ่านหน้าเว็บที่จัดการได้ทั้งหมด

หมวดหมู่
VPN และ Networking
ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์เองได้
ได้
สเปกเริ่มต้นที่แนะนำ
2 คอร์ · RAM 4 GB
ไลเซนส์
Apache License 2.0 (Community Edition)
เว็บทางการ
เปิดเว็บไซต์
สร้าง Cloud Server เดี๋ยวนี้
  • ISO/IEC 27001
  • ISO 22301
  • ISO 20000-1
  • CSA-STAR

Data Center ในไทย มาตรฐาน TIA-942 Tier 3+ ข้อมูลอยู่ในประเทศไทย

pfSense คืออะไร

pfSense สร้างบนฐาน FreeBSD และรวมเครื่องมือด้านเครือข่ายไว้ครบในระบบเดียว ทั้งการกรองแพ็กเก็ต การแปลงที่อยู่ การทำ VPN ทั้งแบบ Site-to-Site และ Remote Access รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของทราฟฟิก

องค์กรจำนวนมากใช้ pfSense แทนอุปกรณ์ Firewall เชิงพาณิชย์ เพราะได้ความสามารถใกล้เคียงกันโดยไม่ต้องจ่ายค่าไลเซนส์รายปี และปรับแต่งได้ลึกกว่าเมื่อมีความต้องการเฉพาะ

ในบริบทของคลาวด์ pfSense มักถูกใช้เป็นอุปกรณ์ที่สำนักงานเพื่อเชื่อมเข้ากับระบบบน Cloud Server ผ่านอุโมงค์ VPN แบบถาวร ทำให้ทั้งสองฝั่งอยู่ในวงเดียวกันอย่างปลอดภัย

แผนผังการวางระบบ pfSense บน Cloud Server หนึ่งเครื่องที่ Data Center ในประเทศไทย ผู้ใช้เข้าถึงผ่านไฟร์วอลล์ที่เปิดเฉพาะพอร์ต 443, 500 / 4500, 1194 ตัว pfSense และข้อมูลอยู่บนเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นที่ 2 คอร์ แรม 4 GB และมีสำเนาสำรองเขียนออกไปเก็บอีกไซต์หนึ่ง
pfSense ทำงานบน Cloud Server เครื่องเดียวได้ครบ เปิดเฉพาะพอร์ตที่จำเป็น ข้อมูลและสำเนาสำรองอยู่ใน Data Center ในประเทศไทย

ความสามารถเด่นของ pfSense

Firewall แบบมีสถานะ

กำหนดกฎการเข้าออกได้ละเอียดต่ออินเทอร์เฟซและต่อบริการ

VPN ครบทุกแบบ

รองรับ IPsec, OpenVPN และ WireGuard ทั้งแบบเชื่อมสาขาและแบบผู้ใช้ระยะไกล

จัดการแบนด์วิดท์

จัดลำดับความสำคัญให้ทราฟฟิกสำคัญ เช่น การประชุมออนไลน์ ไม่ให้ถูกแย่งช่องสัญญาณ

รองรับหลายเส้นทางอินเทอร์เน็ต

ใช้หลายผู้ให้บริการพร้อมกันและสลับอัตโนมัติเมื่อเส้นหนึ่งล่ม

ส่วนเสริมจำนวนมาก

เพิ่ม IDS, Proxy, และระบบรายงานได้จากตัวจัดการแพ็กเกจในตัว

pfSense ทำอะไรได้บ้างในระดับที่แทนอุปกรณ์เชิงพาณิชย์

สิ่งที่ทำให้ pfSense ถูกใช้แทนอุปกรณ์ Firewall ราคาหลายแสนได้ คือมันไม่ได้เป็นแค่ตัวกรองพอร์ต แต่รวมงานเครือข่ายที่องค์กรต้องใช้ไว้ในระบบเดียว ทั้งการแปลงที่อยู่ การแบ่งวงเครือข่าย การทำ VPN การจัดลำดับความสำคัญของทราฟฟิก และการบันทึกเหตุการณ์เพื่อตรวจย้อนหลัง

ความสามารถที่มีผลกับงานประจำวันมากที่สุดคือการแบ่งวงเครือข่ายตามหน้าที่ เช่น แยกวงพนักงาน วงเซิร์ฟเวอร์ วงกล้องวงจรปิด และวงแขก แล้วกำหนดว่าวงใดคุยกับวงใดได้บ้าง การแยกแบบนี้ทำให้เครื่องที่ติดมัลแวร์ในวงหนึ่งไม่ลามไปทั้งองค์กร ซึ่งเป็นมาตรการที่ให้ผลมากที่สุดเมื่อเทียบกับต้นทุน

อีกส่วนที่องค์กรได้ประโยชน์ทันทีคือการใช้อินเทอร์เน็ตหลายเส้นพร้อมกัน ระบบตรวจว่าเส้นใดใช้งานได้และสลับให้อัตโนมัติเมื่อเส้นหลักล่ม พร้อมกระจายทราฟฟิกตามน้ำหนักที่กำหนด ทำให้สำนักงานไม่หยุดทำงานเพราะผู้ให้บริการรายเดียวมีปัญหา

  • กรองทราฟฟิกแบบมีสถานะ พร้อมกำหนดกฎต่ออินเทอร์เฟซและต่อวงเครือข่าย
  • แบ่งวงเครือข่ายด้วย VLAN แล้วคุมการคุยกันระหว่างวงอย่างชัดเจน
  • ทำ VPN ทั้งแบบเชื่อมสาขาถาวรและแบบให้พนักงานต่อจากภายนอก
  • ใช้อินเทอร์เน็ตหลายเส้นพร้อมสลับอัตโนมัติเมื่อเส้นหนึ่งล่ม
  • จัดลำดับความสำคัญให้ทราฟฟิกที่อ่อนไหวต่อความหน่วง เช่น การประชุมออนไลน์
  • บันทึกเหตุการณ์และส่ง Log ออกไปยังระบบรวม Log เพื่อการตรวจสอบ

ออกแบบการแบ่งวงเครือข่ายในสำนักงานให้ปลอดภัย

เครือข่ายที่ทุกอุปกรณ์อยู่วงเดียวกันคือเครือข่ายที่โน้ตบุ๊กของแขกเห็นเซิร์ฟเวอร์บัญชีได้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นและแก้ได้ด้วยการวางแผนครั้งเดียว หลักคิดคือแยกตามระดับความน่าเชื่อถือ แล้วอนุญาตการเชื่อมต่อเฉพาะทิศทางที่งานต้องใช้จริง

รูปแบบที่ใช้ได้กับสำนักงานส่วนใหญ่คือแยกอย่างน้อยสี่วง วงพนักงานที่เข้าถึงระบบงานได้ วงเซิร์ฟเวอร์ที่รับการเชื่อมต่อเข้าแต่ไม่เริ่มออกเอง วงอุปกรณ์อย่างกล้องและเครื่องพิมพ์ที่ไม่ควรออกอินเทอร์เน็ตอิสระ และวงแขกที่ออกอินเทอร์เน็ตได้เท่านั้น

เมื่อระบบงานย้ายขึ้นคลาวด์ วงเซิร์ฟเวอร์ในสำนักงานจะเล็กลงและถูกแทนด้วยอุโมงค์ VPN ไปยัง Private Network บนคลาวด์ กฎที่เคยเขียนไว้ระหว่างวงจึงต้องทบทวนใหม่ให้ครอบคลุมเส้นทางนั้นด้วย

  • วงแขกต้องคุยกับวงอื่นไม่ได้เลย และควรจำกัดแบนด์วิดท์
  • วงอุปกรณ์ IoT และกล้อง ควรออกอินเทอร์เน็ตเฉพาะปลายทางที่จำเป็น
  • วงเซิร์ฟเวอร์ควรรับการเชื่อมต่อเข้าจากวงพนักงานเท่าที่ระบบต้องใช้
  • ทุกกฎควรเขียนคำอธิบายกำกับไว้ เพื่อให้คนที่มาดูแลต่อรู้เหตุผล

เชื่อมสำนักงานกับระบบบนคลาวด์ด้วยอุโมงค์ถาวร

เมื่อองค์กรย้ายระบบงานขึ้น Cloud Server สิ่งที่ต้องออกแบบให้ดีที่สุดคือเส้นทางระหว่างสำนักงานกับคลาวด์ เพราะพนักงานต้องเข้าถึงระบบเหมือนเดิมโดยไม่ต้องเปิดพอร์ตของระบบงานออกสู่อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุด

รูปแบบมาตรฐานคือสร้างอุโมงค์เข้ารหัสแบบถาวรระหว่าง pfSense ที่สำนักงานกับวง Private Network บนคลาวด์ ผลคือเครื่องทั้งสองฝั่งคุยกันด้วยไอพีภายในเหมือนอยู่ในตึกเดียวกัน และไม่มีบริการใดของระบบงานต้องเปิดสู่สาธารณะเลย

สิ่งที่ต้องวางแผนเพิ่มคือกรณีอินเทอร์เน็ตของสำนักงานล่ม ควรเตรียมช่องทางสำรองให้ผู้ดูแลระบบยังเข้าถึงระบบบนคลาวด์ได้ เช่น VPN สำหรับผู้ใช้รายบุคคลที่ไม่พึ่งอุโมงค์ของสำนักงาน

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้ pfSense

pfSense ออกแบบมาให้ติดตั้งบนเครื่องที่ทำหน้าที่เป็น Firewall โดยเฉพาะ ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งซ้อนบน Cloud Server ทั่วไป เพราะการจัดการเครือข่ายบนคลาวด์อยู่ที่ชั้นแพลตฟอร์มอยู่แล้ว การพยายามวางซ้อนจึงได้ผลลัพธ์ที่ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น

ในบริบทคลาวด์ แนวทางที่ตรงกว่าคือใช้ Firewall ของแพลตฟอร์มคุมทราฟฟิกเข้าออก ใช้ Private Network แยกวงระหว่างเครื่อง และใช้ VPN Gateway เป็นทางเข้าเดียวสำหรับผู้ดูแลและพนักงาน ส่วน pfSense ทำหน้าที่ที่ปลายทางสำนักงานตามที่มันถูกออกแบบมา

อีกข้อที่ควรเตรียมคือทีมงาน อุปกรณ์ที่อยู่หน้าสุดของเครือข่ายต้องมีคนดูแลแพตช์และทบทวนกฎอย่างสม่ำเสมอ ถ้าองค์กรไม่มีทีมด้านนี้ ควรใช้บริการที่มีผู้ดูแลให้แทนการติดตั้งทิ้งไว้

ใช้ pfSense ทำอะไรได้บ้าง

  • Firewall หลักของสำนักงานที่ต้องการควบคุมทราฟฟิกเข้าออกอย่างละเอียด
  • เชื่อมสำนักงานกับระบบบน Cloud Server ด้วยอุโมงค์ VPN ถาวร
  • องค์กรที่มีอินเทอร์เน็ตหลายเส้นและต้องการสำรองอัตโนมัติ
  • หน่วยงานที่ต้องบันทึกและตรวจสอบทราฟฟิกตามข้อกำหนด

สเปก Cloud Server ที่แนะนำ

แผนภาพเทียบสเปก Cloud Server สำหรับ pfSense 3 ระดับ เริ่มจาก 2 คอร์ แรม 4 GB ดิสก์ SSD 60 GB ไปจนถึง 8 คอร์ขึ้นไป แรม 16 GB ขึ้นไป ดิสก์ SSD 250 GB ขึ้นไป โดยเทียบขนาดแยกตามแต่ละคอลัมน์
เริ่มจากระดับที่ตรงกับการใช้งานตอนนี้ แล้วเพิ่ม CPU และ RAM ทีหลังได้บนเครื่องเดิม
ระดับการใช้งานvCPURAMDisk
สำนักงานเล็กผู้ใช้ไม่เกิน 25 คน อินเทอร์เน็ตความเร็วปานกลาง2 คอร์4 GBSSD 60 GB
สำนักงานกลางผู้ใช้ 25 ถึง 100 คน พร้อมเปิด IDS4 คอร์8 GBSSD 120 GB
องค์กรใหญ่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หลายวง และ VPN จำนวนมาก8 คอร์ขึ้นไป16 GB ขึ้นไปSSD 250 GB ขึ้นไป

ดูราคาตามสเปกได้ที่ ราคา Cloud Compute หรือให้ทีมงานช่วยประเมินสเปกจากปริมาณผู้ใช้จริงของคุณ

วิธีติดตั้ง pfSense บน Cloud Server ของ THAI DATA CLOUD

pfSense ไม่ได้ติดตั้งด้วยคำสั่งบนเซิร์ฟเวอร์ แต่ติดตั้งเป็นระบบปฏิบัติการลงบนเครื่องที่ทำหน้าที่ Firewall ของสำนักงาน ด้านล่างคือลำดับงานติดตั้งและการออกแบบที่ต้องตัดสินใจ พร้อมวิธีเชื่อมเข้ากับระบบบน Cloud Server

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • เครื่องที่มีการ์ดเครือข่ายอย่างน้อยสองพอร์ต (วง WAN และ LAN)
  • ติดตั้งบนฮาร์ดแวร์จริงหรือเครื่องเสมือนบนแพลตฟอร์มเวอร์ชวลไลเซชัน
  • แผนผังเครือข่ายที่ชัดเจนว่าจะแบ่งวงอย่างไร

ทดสอบบน pfSense CE (ฐาน FreeBSD)

  1. 1

    ดาวน์โหลดและติดตั้ง

    ดาวน์โหลด ISO จากเว็บทางการ เขียนลง USB แล้วบูตเครื่องที่จะใช้เป็น Firewall จากนั้นทำตามตัวช่วยติดตั้ง

  2. 2

    กำหนดอินเทอร์เฟซ WAN และ LAN

    ระบุว่าพอร์ตใดต่อกับอินเทอร์เน็ตและพอร์ตใดต่อกับเครือข่ายภายใน จากนั้นตั้งไอพีของฝั่ง LAN

  3. 3

    เข้าหน้าจัดการผ่านเว็บ

    เปิดเบราว์เซอร์จากเครื่องในวง LAN ไปที่ไอพีของ pfSense แล้วเข้าสู่ระบบด้วยผู้ใช้เริ่มต้น จากนั้นเปลี่ยนรหัสผ่านทันที

  4. 4

    ตั้งกฎ Firewall พื้นฐาน

    ค่าเริ่มต้นบล็อกทุกอย่างจากภายนอกอยู่แล้ว ให้เพิ่มกฎเปิดเฉพาะบริการที่จำเป็นและบันทึกเหตุผลไว้ในคำอธิบายของแต่ละกฎ

  5. 5

    สร้างอุโมงค์ VPN ไปยัง Cloud Server

    ใช้ IPsec หรือ WireGuard เชื่อมสำนักงานกับวง Private Network บนคลาวด์ เพื่อให้เครื่องทั้งสองฝั่งคุยกันได้เหมือนอยู่วงเดียวกัน

  6. 6

    ตั้งการสำรองไฟล์ตั้งค่า

    ส่งออกไฟล์ตั้งค่าเป็น XML เก็บไว้นอกเครื่อง เพราะไฟล์นี้กู้ระบบทั้งชุดกลับมาได้ในไม่กี่นาที

pfSense ออกแบบมาให้ติดตั้งบนเครื่องที่ทำหน้าที่เป็น Firewall โดยเฉพาะ ไม่ใช่ติดตั้งซ้อนบน Cloud Server ทั่วไป สำหรับงานคลาวด์ให้ใช้ Firewall ของแพลตฟอร์มร่วมกับ VPN Gateway แทน

พอร์ตที่ต้องเปิดบน Firewall

พอร์ตโปรโตคอลใช้ทำอะไร
443TCPหน้าจัดการ (ควรเปิดเฉพาะจากวง LAN หรือผ่าน VPN)
500 / 4500UDPIPsec สำหรับอุโมงค์เชื่อมสาขา
1194UDPOpenVPN สำหรับผู้ใช้ระยะไกล

สิ่งที่ควรทำต่อหลังติดตั้งเสร็จ

  • ไม่เปิดหน้าจัดการสู่อินเทอร์เน็ตเด็ดขาด ให้เข้าจากวง LAN หรือผ่าน VPN เท่านั้น
  • เปลี่ยนรหัสผ่านเริ่มต้นและสร้างบัญชีรายบุคคลพร้อมการยืนยันตัวตนสองชั้น
  • อัปเดตเวอร์ชันตามรอบเพราะเป็นอุปกรณ์ที่อยู่หน้าสุดของเครือข่าย
  • สำรองไฟล์ตั้งค่าหลังทุกครั้งที่แก้ไขสำคัญ
  • ทบทวนกฎ Firewall เป็นระยะและลบกฎที่ไม่ใช้แล้ว

ทำไมควรรัน pfSense บน Cloud Server ของ THAI DATA CLOUD

Data Center ในประเทศไทย มาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ ISO 22301 พร้อมทีมวิศวกรคนไทยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ใช้ pfSense ที่สำนักงานเชื่อมเข้ากับ Private Network บน Cloud Server ในไทย ทำให้พนักงานเข้าถึงระบบบนคลาวด์ได้เหมือนอยู่ในวงเดียวกัน

เมื่อย้ายระบบขึ้นคลาวด์แล้ว อุโมงค์ VPN ระหว่างสำนักงานกับคลาวด์คือส่วนที่ต้องออกแบบให้ดี ทีมวิศวกรของเราช่วยวางและทดสอบให้ได้

ลดค่าใช้จ่ายอุปกรณ์เครือข่ายและค่าไลเซนส์รายปี โดยยังได้ความสามารถระดับองค์กร

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ pfSense

pfSense ติดตั้งบน Cloud Server ได้ไหม

ทำได้ในบางสถาปัตยกรรม แต่ไม่ใช่รูปแบบที่เหมาะกับ Cloud Server ทั่วไป เพราะการจัดการเครือข่ายอยู่ที่ชั้นแพลตฟอร์มอยู่แล้ว แนวทางที่แนะนำคือใช้ pfSense ที่สำนักงานแล้วเชื่อม VPN มายังคลาวด์

pfSense กับ OPNsense ต่างกันอย่างไร

OPNsense แยกสายมาจาก pfSense และมีรอบการออกรุ่นถี่กว่าพร้อมหน้าตาที่ต่างออกไป ความสามารถหลักใกล้เคียงกันมาก การเลือกจึงมักขึ้นกับความคุ้นเคยของทีมและส่วนเสริมที่ต้องใช้

ต้องซื้อไลเซนส์ไหม

รุ่น Community Edition ใช้ฟรี ส่วนรุ่น Plus มาพร้อมอุปกรณ์ของผู้ผลิตหรือแบบมีค่าบริการ ซึ่งเพิ่มความสามารถบางอย่างและการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ

ให้เราติดตั้ง pfSense ให้ฟรี บน Cloud Server ในไทย

แจ้งความต้องการสั้น ๆ ทีมวิศวกรจะช่วยประเมินสเปก ติดตั้ง และตั้งค่าความปลอดภัยให้พร้อมใช้งาน ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด