โลโก้ WireGuard
อันดับ 31 ใน Top 100 VPN และ NetworkingGPLv2 (โอเพนซอร์ส)

WireGuard คืออะไร และวิธีติดตั้ง VPN Server บน Cloud Server

WireGuard คือโปรโตคอล VPN สมัยใหม่ที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดให้เรียบง่าย โค้ดน้อย ตรวจสอบง่าย และเร็วกว่า VPN รุ่นก่อนอย่างชัดเจน เหมาะกับทั้งพนักงาน Remote และการเชื่อมสาขา

หมวดหมู่
VPN และ Networking
ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์เองได้
ได้
สเปกเริ่มต้นที่แนะนำ
1 vCPU · RAM 1 GB
ไลเซนส์
GPLv2 (โอเพนซอร์ส)
เว็บทางการ
เปิดเว็บไซต์
สร้าง Cloud Server เดี๋ยวนี้
  • ISO/IEC 27001
  • ISO 22301
  • ISO 20000-1
  • CSA-STAR

Data Center ในไทย มาตรฐาน TIA-942 Tier 3+ ข้อมูลอยู่ในประเทศไทย

WireGuard คืออะไร

VPN รุ่นเดิมมักมีโค้ดหลายแสนบรรทัดและตั้งค่าซับซ้อน WireGuard ตัดทุกอย่างให้เหลือเท่าที่จำเป็น ใช้ชุดการเข้ารหัสที่ทันสมัยชุดเดียว ผลคือเชื่อมต่อเร็ว กินแบตน้อยบนมือถือ และมีพื้นที่ให้ผิดพลาดน้อยลง

การตั้งค่าใช้แนวคิดคู่กุญแจสาธารณะเหมือน SSH คือแต่ละเครื่องมีคีย์ของตัวเอง และระบุว่าคีย์ใดได้ไอพีอะไรในวง VPN ทำให้ไฟล์ตั้งค่าสั้นและอ่านเข้าใจได้ทั้งหมดในหน้าเดียว

ข้อควรรู้คือ WireGuard ไม่มีระบบจัดการผู้ใช้ในตัว ถ้าองค์กรมีพนักงานจำนวนมากและต้องเพิ่มลดสิทธิ์บ่อย ควรใช้เครื่องมือจัดการเสริมหรือใช้บริการ VPN Gateway ที่มีหน้าจอจัดการให้

แผนผังการวางระบบ WireGuard บน Cloud Server หนึ่งเครื่องที่ Data Center ในประเทศไทย ผู้ใช้เข้าถึงผ่านไฟร์วอลล์ที่เปิดเฉพาะพอร์ต 51820 ตัว WireGuard และข้อมูลอยู่บนเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นที่ 1 vCPU แรม 1 GB และมีสำเนาสำรองเขียนออกไปเก็บอีกไซต์หนึ่ง
WireGuard ทำงานบน Cloud Server เครื่องเดียวได้ครบ เปิดเฉพาะพอร์ตที่จำเป็น ข้อมูลและสำเนาสำรองอยู่ใน Data Center ในประเทศไทย

ความสามารถเด่นของ WireGuard

เร็วกว่า VPN รุ่นเดิม

ทำงานในระดับเคอร์เนลและใช้ชุดการเข้ารหัสที่ทันสมัย จึงได้ความเร็วสูงกว่าที่สเปกเครื่องเท่ากัน

ไฟล์ตั้งค่าสั้น

ทั้งเซิร์ฟเวอร์และไคลเอนต์ใช้ไฟล์ไม่กี่บรรทัด ลดโอกาสตั้งค่าผิด

เชื่อมต่อกลับเร็วมาก

เมื่อมือถือสลับจาก WiFi เป็นเน็ตมือถือ การเชื่อมต่อกลับแทบไม่สะดุด

รองรับทุกแพลตฟอร์ม

มีไคลเอนต์ทั้ง Windows, macOS, Linux, iOS และ Android

ใช้เชื่อมสาขาได้

ตั้งเป็นอุโมงค์ถาวรระหว่างสำนักงานกับ Cloud Server ในไทยได้

ใช้ WireGuard ทำอะไรได้บ้าง

  • ให้พนักงานที่ทำงานนอกสำนักงานเข้าถึงระบบภายในอย่างปลอดภัย
  • เชื่อมสำนักงานสาขาเข้ากับระบบบนคลาวด์เป็นวงเดียวกัน
  • เข้าถึงหน้าจัดการของเซิร์ฟเวอร์และฐานข้อมูลโดยไม่ต้องเปิดพอร์ตสู่อินเทอร์เน็ต
  • ให้ผู้ดูแลระบบเข้าเครื่องได้อย่างปลอดภัยจากทุกที่

สเปก Cloud Server ที่แนะนำ

แผนภาพเทียบสเปก Cloud Server สำหรับ WireGuard 3 ระดับ เริ่มจาก 1 vCPU แรม 1 GB ดิสก์ NVMe 20 GB ไปจนถึง 4 vCPU ขึ้นไป แรม 4 GB ขึ้นไป ดิสก์ NVMe 80 GB โดยเทียบขนาดแยกตามแต่ละคอลัมน์
เริ่มจากระดับที่ตรงกับการใช้งานตอนนี้ แล้วเพิ่ม CPU และ RAM ทีหลังได้บนเครื่องเดิม
ระดับการใช้งานvCPURAMDisk
เริ่มต้นผู้ใช้พร้อมกันไม่เกิน 20 คน1 vCPU1 GBNVMe 20 GB
แนะนำองค์กรขนาดกลาง ผู้ใช้พร้อมกันหลักสิบ2 vCPU2 GBNVMe 40 GB
องค์กรใหญ่ผู้ใช้หลักร้อยหรือมีการโอนไฟล์ปริมาณมากผ่าน VPN4 vCPU ขึ้นไป4 GB ขึ้นไปNVMe 80 GB

ดูราคาตามสเปกได้ที่ ราคา Cloud Compute หรือให้ทีมงานช่วยประเมินสเปกจากปริมาณผู้ใช้จริงของคุณ

วิธีติดตั้ง WireGuard บน Cloud Server ของ THAI DATA CLOUD

ขั้นตอนด้านล่างใช้กับ Cloud Server ที่เพิ่งสร้างใหม่จากหน้าจัดการของ THAI DATA CLOUD ได้ทันที ถ้าไม่สะดวกทำเอง ทีมวิศวกรของเราติดตั้งและตั้งค่าให้ฟรีสำหรับลูกค้า Cloud Server

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • Cloud Server ที่มีไอพีสาธารณะคงที่
  • Ubuntu Server 24.04 LTS หรือ Rocky Linux 9
  • เปิดพอร์ต UDP ที่จะใช้บน Firewall
  • รู้ช่วงไอพีของเครือข่ายภายในที่จะให้ผู้ใช้เข้าถึง

ทดสอบบน Ubuntu Server 24.04 LTS

  1. 1

    ติดตั้ง WireGuard

    sudo apt update
    sudo apt -y install wireguard
  2. 2

    สร้างคู่กุญแจของเซิร์ฟเวอร์

    cd /etc/wireguard
    umask 077
    wg genkey | sudo tee server-private.key | wg pubkey | sudo tee server-public.key
  3. 3

    สร้างไฟล์ตั้งค่า /etc/wireguard/wg0.conf

    แทน SERVER_PRIVATE_KEY ด้วยคีย์ที่สร้างไว้ และแทน eth0 ด้วยชื่อการ์ดเครือข่ายจริงของเครื่อง

    [Interface]
    Address = 10.66.66.1/24
    ListenPort = 51820
    PrivateKey = SERVER_PRIVATE_KEY
    PostUp = iptables -A FORWARD -i wg0 -j ACCEPT; iptables -t nat -A POSTROUTING -o eth0 -j MASQUERADE
    PostDown = iptables -D FORWARD -i wg0 -j ACCEPT; iptables -t nat -D POSTROUTING -o eth0 -j MASQUERADE
  4. 4

    เปิดการส่งต่อแพ็กเก็ตและเริ่มบริการ

    echo "net.ipv4.ip_forward=1" | sudo tee /etc/sysctl.d/99-wg.conf
    sudo sysctl --system
    sudo systemctl enable --now wg-quick@wg0
    sudo wg show
  5. 5

    สร้างคีย์ให้ผู้ใช้และเพิ่มเข้าเซิร์ฟเวอร์

    ทำซ้ำหนึ่งชุดต่อผู้ใช้หนึ่งคน และให้ไอพีในวง VPN ไม่ซ้ำกัน

    wg genkey | tee client1-private.key | wg pubkey > client1-public.key
    
    # เพิ่มบล็อกนี้ต่อท้าย wg0.conf
    [Peer]
    PublicKey = CLIENT1_PUBLIC_KEY
    AllowedIPs = 10.66.66.2/32
  6. 6

    สร้างไฟล์ตั้งค่าให้เครื่องผู้ใช้

    ส่งไฟล์นี้ให้ผู้ใช้นำเข้าในแอป WireGuard หรือแปลงเป็น QR Code เพื่อสแกนบนมือถือ

    [Interface]
    PrivateKey = CLIENT1_PRIVATE_KEY
    Address = 10.66.66.2/32
    DNS = 1.1.1.1
    
    [Peer]
    PublicKey = SERVER_PUBLIC_KEY
    Endpoint = your-server-ip:51820
    AllowedIPs = 10.66.66.0/24, 10.10.0.0/24
    PersistentKeepalive = 25

ค่า AllowedIPs ฝั่งผู้ใช้กำหนดว่าจะส่งทราฟฟิกอะไรผ่าน VPN ถ้าใส่ 0.0.0.0/0 จะส่งทุกอย่างผ่านเซิร์ฟเวอร์ แต่ถ้าต้องการเข้าเฉพาะระบบภายในให้ใส่เฉพาะช่วงไอพีภายในตามตัวอย่าง

พอร์ตที่ต้องเปิดบน Firewall

พอร์ตโปรโตคอลใช้ทำอะไร
51820UDPการเชื่อมต่อ VPN (ต้องเปิดจากอินเทอร์เน็ต)

สิ่งที่ควรทำต่อหลังติดตั้งเสร็จ

  • เก็บคีย์ส่วนตัวของเซิร์ฟเวอร์ให้ปลอดภัยและตั้งสิทธิ์ไฟล์ให้เฉพาะ root อ่านได้
  • สร้างคีย์แยกต่อผู้ใช้หนึ่งคน เพื่อให้ถอนสิทธิ์รายคนได้เมื่อพนักงานลาออก
  • จำกัดว่าผู้ใช้แต่ละกลุ่มเข้าถึงช่วงไอพีภายในใดได้บ้าง ไม่เปิดทั้งวงให้ทุกคน
  • ตั้ง Fail2ban หรือ CrowdSec บนเซิร์ฟเวอร์เพื่อเฝ้าระวังบริการอื่นที่เปิดอยู่
  • ทบทวนรายชื่อ Peer เป็นระยะและลบคีย์ที่ไม่ได้ใช้แล้ว

ทำไมควรรัน WireGuard บน Cloud Server ของ THAI DATA CLOUD

Data Center ในประเทศไทย มาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ ISO 22301 พร้อมทีมวิศวกรคนไทยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้ใช้ในไทยต่อเข้าเซิร์ฟเวอร์ในไทยได้ Latency ต่ำกว่าการวิ่งอ้อมไปเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด

ใช้เป็นประตูเดียวเข้าถึงระบบภายในทั้งหมด ทำให้ไม่ต้องเปิดพอร์ตฐานข้อมูลหรือหน้าจัดการสู่อินเทอร์เน็ต

THAI DATA CLOUD มีบริการ VPN Gateway ที่ติดตั้งและดูแลให้ พร้อมหน้าจอจัดการผู้ใช้ ถ้าไม่อยากดูแลไฟล์ตั้งค่าเอง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ WireGuard

WireGuard กับ OpenVPN ควรเลือกตัวไหน

ถ้าเริ่มใหม่ WireGuard เร็วกว่าและตั้งค่าง่ายกว่ามาก ส่วน OpenVPN ยังได้เปรียบเมื่อต้องผ่าน Firewall ที่บล็อก UDP เพราะทำงานผ่าน TCP พอร์ต 443 ได้ และมีระบบจัดการผู้ใช้กับการยืนยันตัวตนที่ครบกว่า

ใช้กี่คนถึงจะต้องเพิ่มสเปกเซิร์ฟเวอร์

WireGuard ใช้ทรัพยากรน้อยมาก เครื่อง 1 vCPU รองรับผู้ใช้พร้อมกันหลายสิบคนได้ถ้าไม่ได้โอนไฟล์ใหญ่ตลอดเวลา ตัวแปรสำคัญกว่าคือแบนด์วิดท์ที่ใช้จริง

จัดการผู้ใช้จำนวนมากอย่างไร

ไฟล์ตั้งค่าล้วนจะเริ่มดูแลยากเมื่อเกินหลักสิบคน ทางเลือกคือใช้เครื่องมือจัดการที่มีหน้าเว็บ หรือใช้บริการ VPN Gateway ของ THAI DATA CLOUD ที่มีระบบจัดการผู้ใช้พร้อมทีมดูแล

ให้เราติดตั้ง WireGuard ให้ฟรี บน Cloud Server ในไทย

แจ้งความต้องการสั้น ๆ ทีมวิศวกรจะช่วยประเมินสเปก ติดตั้ง และตั้งค่าความปลอดภัยให้พร้อมใช้งาน ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด