Windows Server 2025 เป็นเวอร์ชัน Long-Term Servicing Channel ล่าสุดที่องค์กรซึ่งใช้ Windows Server 2016 อยู่ควรวางแผนย้ายไป เพราะ Windows Server 2016 จะสิ้นสุด Extended Support ในวันที่ 12 มกราคม 2027 [ตรวจสอบ: วันที่จาก Microsoft Lifecycle] หลังจากนั้นจะไม่มี Security Update อีก ทางเลือกหลักมี 2 แบบ คือ In-place Upgrade บนเครื่องเดิม หรือ Migrate ไปติดตั้งเครื่องใหม่แล้วย้าย Role และข้อมูล สำหรับ Server ที่เป็น Domain Controller หรือรันแอปสำคัญ แนวทาง Migrate ใหม่มักปลอดภัยกว่า
ข้อมูลรอบ Support อย่างเป็นทางการดูได้ที่ Microsoft Lifecycle: Windows Server 2016
In-place Upgrade กับ Migrate ใหม่ ต่างกันอย่างไร
| มิติ | In-place Upgrade | Migrate ใหม่ (Side-by-side) |
|---|---|---|
| วิธีทำ | อัปเกรด OS บนเครื่องเดิม คงแอปและค่าเดิมไว้ | ติดตั้ง Windows Server 2025 เครื่องใหม่ แล้วย้าย Role และข้อมูล |
| เวลา Downtime | ตลอดช่วงอัปเกรด | สั้น ถ้าเตรียมเครื่องใหม่ไว้ก่อน |
| ความเสี่ยง | ค่าเก่าและปัญหาเดิมติดมาด้วย | ต่ำกว่า เริ่มจากระบบที่สะอาด |
| การ Rollback | ต้องกู้จาก Backup หรือ Snapshot | ยังมีเครื่องเดิมให้กลับไปใช้ |
| เหมาะกับ | File Server หรือแอปที่ติดตั้งซับซ้อนและไม่มีวิธีติดตั้งใหม่ | Domain Controller, Server ที่ถูกแก้ค่ามานาน และระบบสำคัญ |
Microsoft รองรับ In-place Upgrade ไป Windows Server 2025 จากหลายเวอร์ชันก่อนหน้า รวมถึง Windows Server 2016 [ตรวจสอบ: เวอร์ชันต้นทางที่รองรับจากเอกสาร Upgrade Overview ของ Microsoft] แต่ "รองรับ" ไม่ได้แปลว่าเหมาะกับทุกเครื่อง
Checklist ก่อนเริ่มย้ายไป Windows Server 2025
ความเข้ากันได้ของแอปพลิเคชัน
- ตรวจกับผู้ขายซอฟต์แวร์ว่ารองรับ Windows Server 2025 อย่างเป็นทางการแล้วหรือยัง โดยเฉพาะ ERP, ระบบบัญชี และ Database
- ตรวจเวอร์ชัน .NET Framework, SQL Server และ Driver ที่แอปต้องใช้
- แอปที่ผูก License กับ Hardware ID อาจต้อง Activate ใหม่หลังย้ายเครื่อง
Active Directory
- ไม่แนะนำให้ In-place Upgrade Domain Controller ให้เพิ่ม DC ใหม่ที่เป็น Windows Server 2025 เข้า Domain ย้าย FSMO Role แล้วค่อยลด DC เดิมออก
- ตรวจ Replication ให้ปกติก่อนเริ่มด้วย
repadmin /replsummaryและdcdiag - การยก Domain และ Forest Functional Level ทำได้หลังจากไม่มี DC เวอร์ชันเก่าเหลืออยู่แล้วเท่านั้น และย้อนกลับได้จำกัด
License
- Windows Server คิด License แบบ Core-based ต้องมี License อย่างน้อย 8 Core ต่อ Processor และ 16 Core ต่อ Server [ตรวจสอบ: เงื่อนไขล่าสุดจาก Microsoft Licensing]
- ตรวจจำนวน CAL ว่าเป็นเวอร์ชันที่ครอบคลุม Windows Server 2025 หรือไม่
- ถ้าใช้บน Cloud ให้ตรวจว่าราคาบริการรวม License แล้วหรือต้องนำ License มาเอง
Backup และแผน Rollback
ทำ Full Backup และทดสอบ Restore ก่อนเริ่มทุกครั้ง ถ้าเป็น VM ให้ทำ Snapshot เพิ่มก่อน In-place Upgrade แต่อย่าใช้ Snapshot แทน Backup และให้ลบ Snapshot หลังยืนยันว่าระบบปกติแล้ว ดูตัวเลือกการสำรองข้อมูลได้ที่ Backup Solution
ขั้นตอนที่ 1: ทำ Inventory ของ Windows Server 2016 ทั้งหมด
รวบรวมรายการ Server พร้อม Role, แอปที่ติดตั้ง, เจ้าของระบบ และช่วงเวลาที่หยุดระบบได้ ใช้ PowerShell ดึงรายการ Role ของแต่ละเครื่อง
Get-WindowsFeature | Where-Object Installed | Select-Object Name, DisplayName
ขั้นตอนที่ 2: จัดกลุ่มและเลือกวิธีย้าย
แบ่ง Server เป็น 3 กลุ่ม คือ ปลดระวางได้เลย, ย้ายแบบ Migrate ใหม่ และ In-place Upgrade การทำ Inventory มักพบ Server ที่ไม่มีระบบใดใช้งานแล้วแต่ยังเปิดอยู่ การปลดระวางเครื่องเหล่านี้ช่วยลดทั้งงานย้ายระบบ ค่า License และพื้นที่เสี่ยงด้านความปลอดภัย
