โอนไฟล์เข้า Windows Server ผ่าน Remote Desktop
เมื่อต้องการนำไฟล์จากเครื่องของคุณขึ้นไปไว้บน Windows Server เช่น ไฟล์ติดตั้งโปรแกรม ไฟล์เว็บไซต์ หรือไฟล์ฐานข้อมูล วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้ช่องทางของ Remote Desktop (RDP) ที่คุณใช้เข้าเครื่องอยู่แล้ว ไม่ต้องเปิดพอร์ตหรือติดตั้งโปรแกรมเพิ่ม มีสองวิธีหลัก คือ คัดลอกและวางผ่าน Clipboard กับการแชร์ไดรฟ์ของเครื่องตัวเองให้เซิร์ฟเวอร์มองเห็น (Local Resources)
บทความนี้ใช้ Remote Desktop Connection (mstsc) บน Windows 10/11 เป็นหลัก ผู้ใช้ macOS ให้ดูการตั้งค่า Folder Redirection ใน Remote Desktop เข้า Windows Server จาก macOS
สิ่งที่ต้องเตรียม
- เข้า Windows Server ผ่าน Remote Desktop ได้แล้ว ด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์เขียนโฟลเดอร์ปลายทาง
- เครื่องของคุณเป็น Windows 10 หรือ 11 ที่มีโปรแกรม Remote Desktop Connection
- ถ้าไฟล์ใหญ่หลาย GB ควรมีอินเทอร์เน็ตที่เสถียร และพื้นที่ว่างบนไดรฟ์ปลายทางของเซิร์ฟเวอร์เพียงพอ
เลือกวิธีให้เหมาะกับขนาดไฟล์
| วิธี | เหมาะกับ | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| Copy/Paste ผ่าน Clipboard | ไฟล์เล็กถึงกลาง ไม่กี่ร้อย MB | ถ้าหลุดกลางทางต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ไม่เห็นความคืบหน้าละเอียด |
| แชร์ไดรฟ์ (Drives redirection) | ไฟล์ใหญ่หรือไฟล์จำนวนมาก | ต้องตั้งค่าก่อนเชื่อมต่อ ความเร็วขึ้นกับอินเทอร์เน็ตฝั่งคุณ |
| SFTP หรือโปรแกรมโอนไฟล์อื่น | โอนเป็นประจำหรือโอนอัตโนมัติ | ต้องติดตั้งบริการและเปิดพอร์ตเพิ่ม |
วิธีที่ 1: คัดลอกและวางผ่าน Clipboard
- เปิด Remote Desktop Connection (กด Win + R พิมพ์
mstsc) แล้วกด Show Options - ไปที่แท็บ Local Resources ส่วน Local devices and resources ตรวจว่าติ๊ก Clipboard ไว้ (ค่าเริ่มต้นติ๊กอยู่แล้ว)
- เชื่อมต่อเข้าเซิร์ฟเวอร์ตามปกติ
- บนเครื่องของคุณ เลือกไฟล์ใน File Explorer แล้วกด Ctrl + C
- สลับไปหน้าต่าง Remote Desktop เปิดโฟลเดอร์ปลายทางใน File Explorer ของเซิร์ฟเวอร์ แล้วกด Ctrl + V
จะเห็นหน้าต่างความคืบหน้าการคัดลอกแบบเดียวกับการคัดลอกไฟล์ในเครื่อง การคัดลอกกลับจากเซิร์ฟเวอร์มาเครื่องของคุณก็ทำแบบเดียวกันในทิศตรงข้าม
หมายเหตุ: การวางไฟล์ต้องทำใน File Explorer หรือโปรแกรมที่รองรับการวางไฟล์ ถ้าวางในหน้าต่าง Command Prompt จะไม่ได้ไฟล์ และถ้า Session หลุดระหว่างคัดลอก ไฟล์ปลายทางอาจไม่สมบูรณ์ ให้ลบแล้วคัดลอกใหม่
วิธีที่ 2: แชร์ไดรฟ์ของเครื่องคุณให้เซิร์ฟเวอร์
ขั้นตอนที่ 1: เลือกไดรฟ์ที่จะแชร์
- ใน Remote Desktop Connection กด Show Options > แท็บ Local Resources
- ในส่วน Local devices and resources กด More...
- ขยายหัวข้อ Drives แล้วติ๊กเฉพาะไดรฟ์ที่ต้องการ เช่น ไดรฟ์ D: ที่เก็บไฟล์จะอัปโหลด หรือแฟลชไดรฟ์ ไม่แนะนำให้ติ๊กทุกไดรฟ์
- กด OK แล้วกลับไปแท็บ General กด Save เพื่อบันทึกการตั้งค่าลงไฟล์
.rdpครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องตั้งใหม่ - กด Connect ระบบจะเตือนว่าเครื่องปลายทางจะเข้าถึงไดรฟ์ของคุณได้ ตรวจว่าเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกต้องแล้วกด Connect
ถ้าใช้ไฟล์ .rdp อยู่แล้ว สามารถเปิดด้วย Notepad และตรวจบรรทัดเหล่านี้ได้ ตัวอย่างนี้แชร์เฉพาะไดรฟ์ D: และเปิด Clipboard
drivestoredirect:s:D:\;
redirectclipboard:i:1
ขั้นตอนที่ 2: เปิดไดรฟ์ที่แชร์บนเซิร์ฟเวอร์
บนเซิร์ฟเวอร์ เปิด File Explorer แล้วไปที่ This PC จะเห็นหัวข้อ Redirected drives and folders มีไดรฟ์ชื่อลักษณะ D on MYLAPTOP ดับเบิลคลิกเพื่อเปิด แล้วลากไฟล์ไปวางในโฟลเดอร์ของเซิร์ฟเวอร์ได้เลย
อีกทางหนึ่งคือพิมพ์ Path แบบ UNC ในช่อง Address ของ File Explorer
\\tsclient\D
ขั้นตอนที่ 3: โอนไฟล์ใหญ่ด้วย robocopy
ไฟล์ใหญ่หรือโฟลเดอร์ที่มีไฟล์หลายพันไฟล์ ควรใช้ robocopy แทนการลากวาง เพราะทำต่อจากจุดเดิมได้ถ้าการเชื่อมต่อสะดุด เปิด Command Prompt บนเซิร์ฟเวอร์แล้วสั่ง
robocopy \\tsclient\D\upload\website C:\inetpub\wwwroot\website /E /Z /R:3 /W:10 /NP /LOG:C:\Temp\copy.log
/Eคัดลอกโฟลเดอร์ย่อยทั้งหมดรวมโฟลเดอร์ว่าง/Zโหมด Restartable ถ้าหลุดกลางไฟล์จะทำต่อได้/R:3 /W:10ลองใหม่ 3 ครั้ง เว้น 10 วินาทีต่อครั้ง (ค่าเริ่มต้นของ robocopy ลองใหม่นานมาก)/LOGบันทึกผลลงไฟล์ ต้องมีโฟลเดอร์C:\Tempอยู่ก่อน
เมื่อจบ robocopy จะแสดงตารางสรุป Dirs และ Files พร้อมคอลัมน์ Copied, Skipped และ FAILED ถ้า FAILED เป็น 0 แปลว่าครบ ถ้าสั่งคำสั่งเดิมซ้ำ ไฟล์ที่คัดลอกแล้วและไม่เปลี่ยนแปลงจะถูกข้าม
หมายเหตุ: อย่าใช้ตัวเลือก
/MIRถ้าไม่แน่ใจ ตัวเลือกนี้จะลบไฟล์ในปลายทางที่ไม่มีในต้นทาง หากสลับต้นทางกับปลายทางผิด ข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์อาจหายได้ ควรสำรองโฟลเดอร์ปลายทางก่อนเสมอ
ตรวจสอบผลลัพธ์
- เปรียบเทียบขนาดและจำนวนไฟล์ คลิกขวาที่โฟลเดอร์ต้นทางและปลายทาง > Properties ตัวเลข Size และ Contains ต้องตรงกัน
- สำหรับไฟล์สำคัญ เช่น ไฟล์ติดตั้งหรือไฟล์ Backup ฐานข้อมูล ให้เทียบค่า Hash ทั้งสองฝั่งด้วย PowerShell ค่าที่ได้ต้องเหมือนกันทุกตัวอักษร
Get-FileHash C:\Temp\database.bak -Algorithm SHA256
ปัญหาที่พบบ่อย
กด Ctrl + V บนเซิร์ฟเวอร์แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โปรเซส rdpclip.exe บนเซิร์ฟเวอร์ที่ดูแล Clipboard อาจค้าง ให้เปิด Task Manager บนเซิร์ฟเวอร์ แท็บ Details หา rdpclip.exe ของ Session คุณแล้ว End task จากนั้นกด Win + R พิมพ์ rdpclip เพื่อเปิดใหม่ แล้วลองคัดลอกอีกครั้ง ถ้ายังไม่ได้ ให้ Sign out แล้วเชื่อมต่อใหม่
ไม่เห็นไดรฟ์ที่แชร์หรือ Clipboard ใช้ไม่ได้เลย
เซิร์ฟเวอร์อาจปิดการใช้งานไว้ด้วย Group Policy เปิด gpedit.msc บนเซิร์ฟเวอร์ ไปที่ Computer Configuration > Administrative Templates > Windows Components > Remote Desktop Services > Remote Desktop Session Host > Device and Resource Redirection แล้วตรวจ Do not allow drive redirection และ Do not allow Clipboard redirection ต้องเป็น Not Configured หรือ Disabled จากนั้นสั่ง gpupdate /force และเชื่อมต่อใหม่ ถ้าเซิร์ฟเวอร์อยู่ใน Domain ค่านี้อาจมาจาก Policy ขององค์กร ให้ปรึกษาผู้ดูแลก่อนเปลี่ยน
คัดลอกไฟล์ใหญ่แล้วช้ามากหรือค้าง
ความเร็วถูกจำกัดด้วยความเร็วอัปโหลดของอินเทอร์เน็ตฝั่งคุณ และช่องทาง RDP ต้องแบ่งกับการส่งภาพหน้าจอด้วย ให้บีบอัดไฟล์เป็น ZIP ก่อน ใช้ robocopy กับ /Z และลดการขยับหน้าจอระหว่างโอน ถ้าต้องโอนไฟล์ขนาดหลายสิบ GB เป็นประจำ ควรพิจารณาช่องทางอื่น เช่น SFTP
Access is denied เมื่อวางไฟล์
บัญชีที่ใช้ไม่มีสิทธิ์เขียนโฟลเดอร์นั้น เช่น C:\Program Files หรือโฟลเดอร์ของบัญชีอื่น ให้วางในโฟลเดอร์ของตัวเองก่อน แล้วย้ายด้วยบัญชีผู้ดูแล หรือปรับสิทธิ์ NTFS ของโฟลเดอร์ปลายทาง ถ้ายังไม่ได้สร้างบัญชีแยกสำหรับแต่ละคน ดู สร้างผู้ใช้ใหม่สำหรับ Remote Desktop บน Windows Server
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
เมื่อแชร์ไดรฟ์ โปรแกรมที่รันบนเซิร์ฟเวอร์ภายใต้ Session ของคุณจะอ่านและเขียนไดรฟ์นั้นได้ ถ้าเซิร์ฟเวอร์ติดมัลแวร์ ไฟล์ในเครื่องคุณก็เสี่ยงไปด้วย จึงควรแชร์เฉพาะไดรฟ์หรือแฟลชไดรฟ์ที่มีเฉพาะไฟล์ที่จะโอน และเอาการติ๊กออกเมื่อโอนเสร็จ สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่หลายคนใช้ร่วมกัน ควรตรวจว่าใครเข้าเครื่องบ้างตาม ตรวจสอบประวัติการเข้าระบบ RDP ด้วย Event Viewer
หากทำตามขั้นตอนแล้วยังติดปัญหา สามารถติดต่อทีมงาน THAI DATA CLOUD ได้ที่ https://thaidata.cloud/contact/ โดยแจ้งชื่อเซิร์ฟเวอร์ ขั้นตอนที่ทำไปแล้ว และข้อความ Error ที่พบ เพื่อให้ทีมงานตรวจสอบได้เร็วขึ้น
- Categories:
- Cloud
- Tags:
- Cloud
- Cloud Server
Related Posts
หมวดหมู่ที่น่าสนใจ
- Account Settings
- AD Server
- AI
- Alibaba Cloud
- Anti-Spam Gateway
- AWS Amazon Web Services
- Campaign
- CentOS/AlmaLinux
- Cloud
- Cloud Backup
- Cloud Communication
- Cloud Migration
- Cloud Security
- Cloud Server Management
- Cloud Solution
- Cloud Solution for Government
- Cloud Solutions by Industry
- Cloud Storage
- Cloud VPS App Plus +
- Cloud VPS DirectAdmin
- Cloud VPS Plesk
- CSR
- Cyber Security
- Cybersecurity
- Data Sovereignty
- Database Server
- DDoS
- Digital Tranformation
- Digital Transformation
- Direct Mail
- Directadmin
- Domainname
- Ecommerce
- ERP
- Generative AI
- Getting Started
- Google Cloud
- Google G Suite
- Huawei Cloud
- IT News
- Linux Server
- Managed Cloud Services
- Managed Service Provider
- Manual
- Microsoft
- Microsoft 365
- Microsoft Azure
- News
- On-premise
- Private Mail Server
- Promotion
- Recommend Solution (Enterprise)
- Server
- Sovereign Cloud
- THAI DATA CLOUD Platform
- Ubuntu
- Ubuntu
- Uncategorized
- VMware
- VPS Server
- Web Design
- Web Hosting
- Web Hosting (DirectAdmin)
- Web Hosting (Plesk)
- Web Technologies
- Windows Server
- Wordpress
- Zimbra
- เรื่องราวความประทับใจ
- โซลูชันสำหรับธุรกิจการผลิตและยานยนต์
- โซลูชันสำหรับธุรกิจการศึกษา
- โซลูชันสำหรับธุรกิจการเงิน
- โซลูชันสำหรับธุรกิจขนส่งและกระจายสินค้า
- โซลูชันสำหรับธุรกิจค้าปลีก
- โซลูชันสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว
- โซลูชันสำหรับธุรกิจบริการสุขภาพและโรงพยาบาล
- โซลูชันสำหรับธุรกิจประกันภัย
- โซลูชันสำหรับธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค
- โซลูชันสำหรับธุรกิจสื่อสารมวลชนและเอ็นเตอร์เทนเมนท์
- โซลูชันสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- โซลูชันสำหรับธุรกิจเทคโนโลยี


