เว็บไซต์ผลิตสื่อ
- เว็บเพลง
- เว็บวิดีโอ
- เว็บข่าว
- เว็บเรียนออนไลน์
ค้นพบความเป็นไปได้ในการจัดส่งเนื้อหาไปทั่วโลกด้วยบริการ CDN ส่งตรงข้อมูลถึงผู้ใช้ปลายทางอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา
Content Delivery Network (CDN) คือ ระบบของเซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานเป็นเครือข่าย กระจายอยู่ตาม Data Center ต่างๆ ทั่วโลก โดยเซิร์ฟเวอร์แต่ละตัวมีการเชื่อมอินเตอร์เน็ตไว้ ทำหน้าที่ส่งข้อมูล เนื้อหา หน้าเว็บไซต์ไปยังผู้ใช้ปลายทางที่อยู่ใกล้ให้เร็วที่สุด
พูดง่ายๆ คือแทนที่ผู้ใช้ทุกคนจะต้องวิ่งไปหาเซิร์ฟเวอร์ต้นทางเพียงเครื่องเดียว CDN จะนำสำเนาเนื้อหาไปวางไว้ใกล้ผู้ใช้ทั่วโลก เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วและตลอดเวลา ไม่ว่าผู้ชมของคุณจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ

เมื่อไม่มี CDN ผู้ใช้ทุกคนต้องวิ่งไปหาเซิร์ฟเวอร์ต้นทางเพียงจุดเดียว เมื่อมี CDN ผู้ใช้จะได้รับเนื้อหาจากโหนดที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด


โหนด Edge ของ CDN จะเก็บสำเนาเนื้อหาของคุณเอาไว้ หัวใจของการที่มันลดภาระเซิร์ฟเวอร์ต้นทางได้ อยู่ที่วงจรของคำขอ เมื่อผู้ใช้ขอไฟล์ที่โหนด Edge มีอยู่แล้ว จะเป็น Cache HIT โหนดตอบกลับได้ทันทีและคำขอนั้นไม่ต้องวิ่งไปถึง Origin เลย
แต่ถ้าโหนด Edge ยังไม่มีไฟล์นั้น จะเป็น Cache MISS โหนดจะไปดึงจาก Origin มาหนึ่งครั้ง เก็บไว้พร้อมกำหนดอายุ (TTL) แล้วจึงส่งให้ผู้ใช้ หลังจากนั้นผู้ใช้คนอื่นในพื้นที่เดียวกันที่ขอไฟล์เดิมก็จะกลายเป็น Cache HIT ทั้งหมด
ผลลัพธ์ที่สำคัญคือ หลังจากเติมแคชครั้งแรกแล้ว คำขอส่วนใหญ่จะถูกตอบที่ขอบเครือข่าย ทำให้ Origin เห็นทราฟฟิกจริงเพียงเศษเสี้ยว CPU และแบนด์วิดท์ของเซิร์ฟเวอร์ต้นทางจึงถูกปลดปล่อยไปทำงานที่ต้องประมวลผลจริง นี่คือเหตุผลที่การมีเครือข่ายโหนดจำนวนมาก อยู่ใกล้ผู้ใช้ และประมวลผลด้วย SSD ที่ตอบไว จึงสำคัญ ยิ่งมีโหนดใกล้ผู้ใช้มากเท่าไร ยิ่งเกิด Cache HIT ที่ตอบเร็วมากขึ้นเท่านั้น
Product Features
ความปลอดภัย ความเร็ว และการควบคุม รวมอยู่ในบริการ CDN เดียว
ด้วยคุณสมบัติของ TCP, TLS และ HTTP/2 QUIC ช่วยรักษาความปลอดภัยการเชื่อมต่อระหว่างโหนด ป้องกันการปลอมแปลงและข้อมูลรั่วไหล
โหนดทั้งหมดประมวลผลด้วย SSD รองรับ การอ่านและเขียนด้วยความเร็วสูง ลดระยะเวลาตอบสนองให้สั้นที่สุด ส่งตรงข้อมูลถึงผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว
รองรับการป้องกัน Hotlink ขั้นสูง ตั้งค่าด้วยการเข้ารหัส Encrypt URLs ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง ป้องกันปัญหาด้านความปลอดภัยจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต
การบีบอัดแบบอัจฉริยะเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึง ลดปริมาณการใช้ bandwidth ลบเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน ลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งข้อมูล
ไม่ใช่ทุกอย่างบนเว็บที่ควรถูกแคชแบบเดียวกัน นโยบายแคชที่ยืดหยุ่นช่วยให้กำหนดกฎแยกตามเส้นทางของแต่ละหน้าได้ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นสามระดับ
ไฟล์อย่างรูปภาพ CSS JavaScript วิดีโอ และไฟล์ดาวน์โหลด เหมือนกันสำหรับผู้ใช้ทุกคน จึงตั้งให้แคชได้นานที่โหนด Edge ผู้ใช้ในพื้นที่เดียวกันจะได้รับไฟล์เหล่านี้จากโหนดที่ใกล้ตัวโดยไม่ต้องแตะ Origin
หน้า HTML ทั่วไปมักตั้งให้แคชระยะสั้นแล้วตรวจสอบกับ Origin เป็นระยะ เพื่อให้เนื้อหายังใหม่อยู่เสมอ ในขณะที่ยังได้ประโยชน์ด้านความเร็วจากการแคชอยู่
หน้าที่เป็นข้อมูลเฉพาะบุคคล เช่น ตะกร้าสินค้า หน้าชำระเงิน หน้าบัญชีผู้ใช้ และการเรียก API จะตั้งนโยบายให้ข้ามการแคชและวิ่งตรงไปที่เซิร์ฟเวอร์ต้นทางทุกครั้ง จึงไม่มีทางที่ข้อมูลของผู้ใช้คนหนึ่ง จะถูกส่งให้อีกคน
นโยบายที่แยกตามเส้นทางแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้ร้านค้าออนไลน์ใช้ CDN ได้อย่างปลอดภัย ไฟล์ Static ที่หนักถูกแคชเต็มที่ ส่วนหน้าไดนามิกยังทำงานถูกต้อง เมื่อรวมกับการบีบอัดแบบอัจฉริยะที่ลดปริมาณการใช้ bandwidth ผลก็คือเว็บเร็วขึ้นโดยไม่มีหน้าไหนพัง
คำถามที่พบบ่อยคือ ใช้ CDN แล้ว HTTPS ยังทำงานไหม และจะช้าลงหรือเปล่า คำตอบคือทำงานปกติและมักเริ่มการเชื่อมต่อได้เร็วขึ้นด้วย
การเปิดการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัสมีต้นทุนเป็นรอบการรับส่งข้อมูลหลายรอบก่อนที่เนื้อหาจะเริ่มไหล และทุกรอบต้องจ่ายค่าระยะทางเต็มไปยังเซิร์ฟเวอร์ ถ้าเซิร์ฟเวอร์อยู่ไกล การเริ่มต้นการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยก็ยิ่งช้า
เพราะโหนด Edge ของ CDN อยู่ใกล้ผู้ใช้ การจับมือเข้ารหัส (TLS Handshake) จึงเกิดขึ้นบนระยะทางที่สั้นลง อีกทั้งเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลสมัยใหม่อย่าง HTTP/2 และ HTTP/3 QUIC ยังช่วยลดจำนวนรอบการเชื่อมต่อ และใช้เซสชันเดิมซ้ำได้ ทำให้เริ่มส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น
การเข้ารหัสยังคงอยู่ตลอดเส้นทางจากต้นทางถึงผู้ใช้ CDN ของเรารองรับ TCP, TLS และ HTTP/2 QUIC ที่ช่วยรักษาความปลอดภัยการเชื่อมต่อระหว่างโหนด ป้องกันการปลอมแปลงและข้อมูลรั่วไหล ผู้ใช้จึงได้ทั้งความปลอดภัยระดับ HTTPS เต็มรูปแบบ พร้อมกับข้อมูลไบต์แรกที่มาถึงเร็วขึ้น เพราะการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยเริ่มต้นใกล้ตัวผู้ใช้มากขึ้น
ด้วยการกระจายตัวอย่างกว้างขวางและครอบคลุมของ CDN และ POPs ประสิทธิภาพสูง การกระจายทั่วโลก รองรับความจุแบนด์วิธรวมสูงถึง 180 Tbit/s และ 10GE network interface controllers (NICs) POP มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 40 TB ถึง 1.5 PB และความจุแบนด์วิธ 40 Gbit/s ถึง 200 Gbit/s ในแต่ละโหนด

เครือข่ายกระจายอยู่หลายภูมิภาค ผู้ชมแต่ละคนจะถูกส่งไปยังโหนดที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ไม่ต้องดึงข้อมูลข้ามทวีปทุกครั้ง โดยมีโหนดกระจายอยู่ในภูมิภาคต่อไปนี้
สหรัฐอเมริกา
Los Angeles, California, Miami, New York, Seattle, San Jose, Denver, Dallas, Chicago, and Santa Clara
ยุโรป
Russia (Moscow and St. Petersburg), Ukraine, UK, France, Netherlands, Spain, Italy, Sweden, and Germany
เอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Hong Kong (China), Macau (China), Taiwan (China), Japan (Tokyo and Osaka), Singapore, Thailand (Bangkok), Philippines (Manila), Malaysia (Kuala Lumpur), Myanmar, Cambodia, and Laos
เอเชียใต้และภูมิภาคใกล้เคียง
Indonesia (Jakarta, Surabaya, and Batam), India (Kolkata, New Delhi, Mumbai, Hyderabad, Bangalore, Chennai, Nagpur, and Patna), Korea (Seoul), Vietnam (Ho Chi Minh and Hanoi), and Pakistan
ออสเตรเลีย
Sydney and Melbourne
ตะวันออกกลางและแอฟริกา
Türkiye, Saudi Arabia, Egypt, United Arab Emirates, Bahrain, Iraq, Kuwait, Qatar (Doha), Oman, Nigeria, and South Africa (Johannesburg)
อเมริกาใต้
Brazil (São Paulo and Rio de Janeiro)
จีน
ภาพรวมการวางระบบ ตั้งแต่ Origin ของคุณ ผ่านโหนด Edge ทั่วโลก ไปจนถึงผู้ใช้ปลายทาง โดยมีระบบเบื้องหลังหลายส่วนทำงานประสานกัน

ความเร็วเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้ช่วยแค่ประสบการณ์ผู้ใช้ แต่ส่งผลต่ออันดับผ่านสองทางที่วัดผลได้
ทางแรกคือ Core Web Vitals โดยเฉพาะ LCP (Largest Contentful Paint) ที่วัดว่าเนื้อหาหลักปรากฏเร็วแค่ไหน ค่านี้เริ่มนับตั้งแต่เบราว์เซอร์เริ่มดึงข้อมูล ถ้าเซิร์ฟเวอร์อยู่ไกลผู้ใช้ ระยะทางอย่างเดียวก็กินงบประมาณเวลาไปส่วนหนึ่งแล้ว การเสิร์ฟจากโหนด Edge ที่อยู่ใกล้ช่วยลดเวลาส่วนนี้ลง เนื้อหาหลักจึงแสดงผลได้เร็วขึ้นในสายตาผู้ใช้จริง
ทางที่สองคือ การเก็บข้อมูลของบอท (Crawl) เมื่อเซิร์ฟเวอร์ตอบเร็วและไม่ล่ม บอทของ Search Engine ก็เก็บข้อมูลได้ถี่ขึ้นและลึกขึ้น คอนเทนต์ใหม่จึงถูก Index เร็วกว่า ในทางกลับกัน เว็บที่ตอบช้าหรือ Timeout บ่อยจะถูกลดความถี่ในการเข้ามาเก็บข้อมูล
พูดกันตรงๆ CDN ไม่ได้ทำให้คอนเทนต์ที่อ่อนขึ้นอันดับ แต่ช่วยไม่ให้ความช้าฉุดคอนเทนต์ที่ดีให้เสียอันดับไป การจับคู่ CDN กับต้นทางที่เร็วอยู่แล้ว เช่น WordPress on Cloud จึงเป็นตัวอย่างของ Origin ที่เร็ว ซึ่ง CDN เข้าไปเร่งความเร็วให้ถึงมือผู้ใช้ทั่วโลกได้อีกชั้นหนึ่ง
หน้าที่ของทั้งสองส่วนแบ่งกันชัดเจน Origin ซึ่งก็คือ Cloud Server ของคุณ เป็นที่เก็บฐานข้อมูล โค้ด และไฟล์ต้นฉบับ และเป็นตัวประมวลผลงานจริง ส่วน CDN เป็นด่านหน้าที่นำสำเนาเนื้อหาไปวางไว้ใกล้ผู้ใช้ และช่วยรับคำขอที่ซ้ำกันแทน Origin คุณจึงต้องมีทั้งสองอย่างทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ใช้ CDN แทนโฮสติ้ง
ถ้าคุณยังไม่มีต้นทางที่เหมาะสม เว็บ WordPress แนะนำ WordPress on Cloud ส่วนเว็บและแอปทั่วไปแนะนำ Cloud Web และ Cloud App Server ทั้งคู่เป็น Origin ที่เร็วและทำงานคู่กับ CDN ได้ดี ทำให้ทั้งหน้า HTML และไฟล์ Static เร็วไปด้วยกัน
อีกจุดที่ CDN ช่วยได้มากคือช่วงทราฟฟิกพุ่ง เวลามีแคมเปญ ไลฟ์ขายของ หรือคอนเทนต์ติดกระแส ถ้าทุกคำขอวิ่งเข้า Origin พร้อมกัน เซิร์ฟเวอร์อาจรับไม่ไหวจนช้าหรือล่ม แต่โหนด Edge จะรับคำขอส่วนที่แคชได้ไว้แทน Origin จึงเหลือกำลังไปดูแลงานที่ต้องประมวลผลจริง เช่น การสั่งซื้อและการชำระเงิน เว็บจึงยังเปิดได้ตามปกติแม้ในช่วงที่คนเข้าเยอะที่สุด
เว็บที่ต้องส่งไฟล์เดียวกันให้คนจำนวนมาก หรือมีผู้ชมกระจายหลายพื้นที่ ได้ประโยชน์จาก CDN ชัดเจน
FAQs
CDN (Content Delivery Network) คือเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ที่กระจายอยู่ตาม Data Center ทั่วโลก ทำหน้าที่เก็บสำเนาไฟล์และเนื้อหาของเว็บไซต์ไว้ใกล้ผู้ใช้ให้มากที่สุด เมื่อมีคนเปิดเว็บ ระบบจะส่งข้อมูลจากโหนดที่อยู่ใกล้ผู้ใช้ที่สุดแทนที่จะดึงจากเซิร์ฟเวอร์ต้นทางเพียงเครื่องเดียว ระยะทางที่สั้นลงทำให้ข้อมูลเดินทางถึงผู้ใช้ได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากเรื่องระยะทาง โหนดของ Cloud CDN ยังประมวลผลด้วย SSD ที่อ่านเขียนเร็ว และมีการบีบอัดข้อมูลอัจฉริยะเพื่อลดปริมาณที่ต้องส่งจริง ผลที่ได้คือหน้าเว็บโหลดไวขึ้น ใช้แบนด์วิดท์น้อยลง และเซิร์ฟเวอร์ต้นทางรับภาระเบาลง เพราะคำขอส่วนใหญ่ถูกตอบจากขอบเครือข่ายไปแล้ว
เซิร์ฟเวอร์ต้นทางหรือ Origin คือที่ที่เว็บไซต์ของคุณทำงานจริง เก็บฐานข้อมูล โค้ด และไฟล์ต้นฉบับทั้งหมด ส่วน CDN ไม่ได้มาแทนเซิร์ฟเวอร์ แต่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าที่กระจายสำเนาของเนื้อหาไปไว้ใกล้ผู้ใช้ทั่วโลก และช่วยรับคำขอที่ซ้ำกันแทน Origin เพื่อให้ Origin เหลือกำลังไปทำงานที่ต้องประมวลผลจริง
ในทางปฏิบัติคุณควรมีทั้งสองอย่างทำงานร่วมกัน เว็บที่วางอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ที่เร็วอยู่แล้ว เช่น WordPress on Cloud หรือ Cloud Web และ Cloud App Server เมื่อเสริมด้วย CDN จะได้ทั้งต้นทางที่ตอบไว และขอบเครือข่ายที่ส่งถึงผู้ใช้ปลายทางได้เร็วยิ่งขึ้น
ช่วยครับ โดยเฉพาะกับตัวชี้วัด Core Web Vitals อย่าง LCP ที่วัดว่าผู้ใช้เห็นเนื้อหาหลักเร็วแค่ไหน ค่านี้เริ่มนับตั้งแต่เบราว์เซอร์เริ่มดึงข้อมูล ถ้าเซิร์ฟเวอร์อยู่ไกลผู้ใช้ ระยะทางอย่างเดียวก็ทำให้เสียเวลาไปแล้ว การมีโหนด CDN ใกล้ผู้ใช้ช่วยลดเวลาส่วนนี้ลง ทำให้หน้าเว็บแสดงผลไวขึ้นในสายตาผู้ใช้จริง
อีกทางหนึ่งคือเมื่อเซิร์ฟเวอร์ตอบเร็วและไม่ล่ม บอทของ Search Engine ก็เก็บข้อมูลได้ถี่ขึ้นและครอบคลุมขึ้น คอนเทนต์ใหม่จึงถูก Index เร็วกว่า CDN ไม่ได้ทำให้คอนเทนต์ที่อ่อนขึ้นอันดับ แต่ช่วยไม่ให้ความช้าฉุดคอนเทนต์ที่ดีให้เสียอันดับไป
CDN เหมาะกับการแคชไฟล์ static ที่เหมือนกันสำหรับทุกคน เช่น รูปภาพ ไฟล์ CSS ไฟล์ JavaScript วิดีโอ และไฟล์ดาวน์โหลด ไฟล์เหล่านี้ตั้งให้แคชได้นานที่ขอบเครือข่าย ส่วนหน้า HTML ทั่วไปมักตั้งให้แคชระยะสั้นแล้วตรวจสอบความใหม่เป็นระยะ
สำหรับหน้าที่เป็นข้อมูลเฉพาะบุคคล เช่น ตะกร้าสินค้า หน้าชำระเงิน หน้าบัญชีผู้ใช้ หรือการเรียก API ระบบจะตั้งนโยบายให้ผ่านตรงไปที่เซิร์ฟเวอร์ต้นทางทุกครั้งโดยไม่แคช จึงไม่ทำให้ข้อมูลของผู้ใช้ปนกันหรือหน้าพัง นโยบายแคชที่ยืดหยุ่นแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้เว็บ E-Commerce ใช้ CDN ได้อย่างปลอดภัย
ยิ่งผู้ชมกระจายอยู่หลายประเทศ CDN ยิ่งได้ผลชัด เพราะ Cloud CDN มีโหนดมากกว่า 3,200 จุดกระจายอยู่ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ ผู้ใช้แต่ละคนจะถูกส่งไปยังโหนดที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ไม่ต้องดึงข้อมูลข้ามทวีปทุกครั้ง
ด้วยความจุแบนด์วิดท์รวมของเครือข่ายที่สูงมากในระดับ 180 Tbit/s การรองรับผู้ชมจากหลายภูมิภาคพร้อมกันจึงทำได้อย่างราบรื่น ผู้ใช้ในต่างประเทศจะได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับผู้ใช้ในประเทศ ทั้งความเร็วในการโหลดและความเสถียร
ช่วยได้มากครับ เวลามีแคมเปญ ไลฟ์ขายของ หรือคอนเทนต์ติดกระแส ทราฟฟิกจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าทุกคำขอวิ่งเข้าเซิร์ฟเวอร์ต้นทางพร้อมกัน เซิร์ฟเวอร์อาจรับไม่ไหวจนเว็บช้าหรือล่ม CDN ช่วยรับคำขอที่แคชได้ไว้ที่ขอบเครือข่าย ทำให้ผู้ชมส่วนใหญ่ได้รับเนื้อหาโดยที่ต้นทางแทบไม่ต้องทำงานเพิ่ม
ผลก็คือเซิร์ฟเวอร์ต้นทางเหลือกำลังไปดูแลเฉพาะงานที่ต้องประมวลผลจริง เช่น การสั่งซื้อหรือการชำระเงิน ในขณะที่ภาระของไฟล์และหน้าเว็บทั่วไปถูกกระจายออกไปยังโหนดทั่วโลก เว็บจึงยังเปิดได้ตามปกติแม้ในช่วงที่คนเข้าเยอะที่สุด
รองรับครับ การเชื่อมต่อระหว่างโหนดใช้คุณสมบัติของ TCP, TLS และ HTTP/2 QUIC เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่วิ่งผ่านเครือข่าย ป้องกันการปลอมแปลงและข้อมูลรั่วไหล ผู้ใช้ปลายทางจึงยังได้รับการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัสเหมือนเดิม ในขณะที่ได้ความเร็วเพิ่มขึ้นจากการที่การเชื่อมต่อเริ่มต้นใกล้ตัวผู้ใช้มากขึ้น
ในการเริ่มใช้งาน ทีมงานจะช่วยตั้งค่าใบรับรองและนโยบายการเชื่อมต่อให้เหมาะกับเว็บของคุณ คุณจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งค่าเทคนิคที่ซับซ้อนด้วยตัวเอง
ได้ครับ Cloud CDN รองรับการป้องกัน Hotlink ขั้นสูง สามารถตั้งค่าด้วยการเข้ารหัส URL (Encrypt URLs) และควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ เพื่อป้องกันไม่ให้เว็บอื่นนำลิงก์ไฟล์ของคุณไปฝังใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งช่วยทั้งเรื่องความปลอดภัยและลดการสิ้นเปลืองแบนด์วิดท์จากการถูกดึงทรัพยากรไปใช้ฟรี
นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจสอบและวิเคราะห์การเรียกใช้งาน เช่น การดูว่า URL ใดถูกเรียกบ่อยที่สุด ทำให้คุณเห็นภาพการใช้งานจริงและปรับนโยบายการเข้าถึงได้อย่างเหมาะสม
จุดเด่นหลักคือขนาดและการกระจายตัวของเครือข่าย มีโหนดมากกว่า 3,200 จุดทั่วโลก รองรับความจุแบนด์วิดท์รวมสูงถึงระดับ 180 Tbit/s โดยแต่ละ POP มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลตั้งแต่ 40 TB ถึง 1.5 PB และความจุแบนด์วิดท์ต่อโหนด 40 Gbit/s ถึง 200 Gbit/s พร้อม network interface controller ระดับ 10GE
เบื้องหลังยังมีระบบที่ทำงานประสานกัน ทั้งระบบกำหนดเส้นทาง (Routing) ระบบเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ระบบแคช ระบบตรวจสอบทรัพยากร ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และระบบจัดการกฎการหมดอายุของแคช ทั้งหมดนี้ทำให้การจัดส่งเนื้อหามีทั้งความเร็วและความเสถียร
เริ่มต้นได้ด้วยการให้ทีมงานประเมินลักษณะเว็บของคุณ เช่น ปริมาณทราฟฟิก สัดส่วนไฟล์ static และภูมิภาคของผู้ชมหลัก เพื่อวางนโยบายแคชและเลือกการกระจายโหนดให้เหมาะสมที่สุด จากนั้นเราจะช่วยตั้งค่าเชื่อมต่อ CDN เข้ากับเว็บของคุณให้พร้อมใช้งาน
ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานและขอบเขตการดูแลที่คุณต้องการ เราจึงเสนอราคาให้ตรงกับการใช้งานจริงมากกว่าขายเป็นแพ็กเกจสำเร็จรูป ปรึกษาและขอใบเสนอราคาได้ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด โทร 098-894-2499, 082-653-2659 หรือทักไลน์ @thaidatacloud ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
บริการที่เกี่ยวข้อง
ทีมงานประเมินปริมาณทราฟฟิกและกลุ่มผู้ชมของเว็บให้ฟรี แล้วจัดทำใบเสนอราคาที่เหมาะกับการใช้งานจริงของคุณ ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด