ในกระบวนการวางระบบไอทีสำหรับองค์กร ความผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดไม่ใช่การขาดแคลนงบประมาณ แต่คือ "การเลือกโซลูชันที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของแอปพลิเคชัน"
เมื่อถึงเวลาที่ต้องขยายขีดความสามารถของระบบ การตัดสินใจ เช่า server ไม่ใช่เพียงการหาพื้นที่จัดเก็บข้อมูลหรือการเปรียบเทียบแค่จำนวน CPU และ RAM ทว่าคือกระบวนการวิเคราะห์ภาระงาน (Workload Analysis) อย่างรัดกุม แอปพลิเคชันแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นระบบบัญชี ERP, ฐานข้อมูลลูกค้า (CRM) หรือแพลตฟอร์ม E-commerce ล้วนมีความต้องการทรัพยากรที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
การเลือกสเปกเซิร์ฟเวอร์ที่ผิดพลาด อาจนำมาซึ่งอาการคอขวดความล่าช้าในการประมวลผล หรือแม้กระทั่งระบบหยุดทำงานในช่วงเวลาวิกฤต บทความนี้ THAI DATA CLOUD จะพาไปวิเคราะห์ความต้องการของระบบซอฟต์แวร์ เพื่อหาคำตอบว่ารูปแบบ บริการ Cloud Server คือโซลูชันที่จะมอบความเสถียรขั้นสูงสุดให้กับธุรกิจของคุณ
วิเคราะห์ประเภท Workload แอปพลิเคชันของคุณต้องการทรัพยากรแบบใด?
ก่อนที่จะเริ่มพิจารณาผู้ให้บริการ องค์กรต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรของซอฟต์แวร์หลักในบริษัทเสียก่อน ซึ่งสามารถแบ่งประเภท Workload หลักๆ ออกได้ดังนี้
1. Workload ที่เน้นการอ่าน/เขียนข้อมูล (I/O Intensive)
ตัวอย่าง ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Database Server) อย่าง SQL/NoSQL, ระบบประมวลผลธุรกรรมทางการเงิน
ความต้องการ คือ ระบบประเภทนี้ต้องการความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์ (Disk I/O) สูงมาก การใช้หน่วยความจำแบบเดิมจะทำให้ระบบค้างทันทีที่มีผู้ใช้งานพร้อมกัน โซลูชันที่ตอบโจทย์จึงต้องเป็นเทคโนโลยีหน่วยจัดเก็บข้อมูลความเร็วสูงอย่าง NVMe SSD เท่านั้น
2. Workload ที่เน้นการประมวลผล (Compute Intensive)
ตัวอย่าง ระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics), การเรนเดอร์กราฟิก, แพลตฟอร์ม AI
ความต้องการ ทรัพยากรส่วนนี้ต้องการพลังจากซีพียู (CPU) ล้วนๆ โซลูชันเครื่องเซิร์ฟเวอร์จำเป็นต้องใช้โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ที่รองรับการประมวลผลแบบ Multi-thread ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. Workload ที่เน้นความต่อเนื่อง (Mission-Critical)
ตัวอย่าง เว็บไซต์ E-commerce ที่สร้างรายได้ตลอดเวลา, ระบบหลังบ้านของแอปพลิเคชันมือถือ
ความต้องการ ระบบเหล่านี้ไม่ต้องการเพียงแค่ความเร็ว แต่ต้องการ "ระบบสำรอง" หากเซิร์ฟเวอร์เครื่องหลักเกิดปัญหาฮาร์ดแวร์ขัดข้อง โซลูชันนั้นต้องสามารถสลับการทำงานไปเครื่องอื่นได้ทันที (High Availability)
บริการ เช่า server แบบไหนที่ตอบโจทย์?
เมื่อทราบประเภทของ Workload แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจับคู่กับโซลูชัน บริการ server ในตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็นสองแนวทางหลัก
Bare Metal Server (เซิร์ฟเวอร์ฮาร์ดแวร์แบบดั้งเดิม) เป็นโซลูชันการเช่าเครื่องฮาร์ดแวร์ทั้งเครื่อง เหมาะสำหรับ Workload ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงมาก และไม่สามารถแชร์ทรัพยากรใดๆ กับระบบจำลองเสมือน (Virtualization) ได้เลย อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดคือเมื่อต้องการขยายสเปก จะต้องทำการปิดเครื่อง (Downtime) เพื่อเปลี่ยนอะไหล่เท่านั้น
Cloud Server (เซิร์ฟเวอร์แบบคลัสเตอร์) นี่คือโซลูชันที่ตอบโจทย์ Workload ขององค์กรกว่า 90% ในปัจจุบัน โดยทำงานบนโครงข่ายฮาร์ดแวร์ขนาดใหญ่ มอบความยืดหยุ่นให้องค์กรสามารถเลือก เช่า Server รายเดือน และปรับเพิ่มลดสเปก (CPU/RAM) ได้แบบ On-the-fly พร้อมกลไก High Availability ที่รับประกันความต่อเนื่องทางธุรกิจ
ความเสี่ยงระดับองค์กร ทำไมต้องระวังการ เช่า Server ราคาถูก?
ในการประเมินโซลูชันไอที ฝ่ายจัดซื้อมักจะเริ่มต้นค้นหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ เช่า cloud server ราคา ต่างๆ ในตลาด แต่การ เช่า Server ราคาถูก หรือ เช่า Cloud Server ราคาถูก เพื่อประหยัดงบประมาณ อาจส่งผลเสียต่อ Workload ขององค์กรอย่างประเมินค่าไม่ได้
โซลูชันที่ทำราคาได้ต่ำกว่ามาตรฐาน มักจะลดทอนทรัพยากรที่สำคัญต่อความเสถียร เช่น การใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน (SATA) ที่ทำให้การเข้าถึง Database เกิดอาการหน่วง หรือการโอเวอร์เซลล์ (Overselling) ทรัพยากร CPU จนทำให้เมื่อมีผู้ใช้งานพร้อมกัน ระบบขององค์กรจะไม่สามารถตอบสนองคำสั่งได้อย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น การเลือกโซลูชันระดับ Enterprise ที่มีการการันตีทรัพยากร (Dedicated Resources) จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุด
ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จ เช่า server ที่ไหน ดี?
เพื่อให้โซลูชันแอปพลิเคชันทำงานได้สมบูรณ์แบบที่สุด หากองค์กรกำลังประเมินว่าควร เช่า server ที่ไหน ดี นี่คือ 3 ปัจจัยหลักที่ต้องนำมาพิจารณา
Network Bandwidth (ขนาดเครือข่ายอินเทอร์เน็ต):หาก Workload ของคุณคือการรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ หรือมีทราฟฟิกเข้าออกมหาศาล โซลูชันที่เลือกต้องมีแบนด์วิดท์กว้างขวาง (เช่น 1000Gbps) และควรเป็นแบบ Unlimited Data Transfer เพื่อให้แอปพลิเคชันทำงานได้เต็มศักยภาพโดยไม่ติดเพดานจำกัด
Local Availability Zone (ตำแหน่งของศูนย์ข้อมูล) ความหน่วง (Latency) คือศัตรูตัวฉกาจของการประมวลผล หากฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย การตั้งเซิร์ฟเวอร์ไว้ใน Data Center ภายในประเทศ จะช่วยให้อัตราการตอบสนองเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด
Enterprise Security Infrastructure (ระบบความปลอดภัย) ระบบป้องกันเครือข่ายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โซลูชันที่ดีต้องมีระบบ Anti-DDoS ในระดับฮาร์ดแวร์ เพื่อป้องกันทราฟฟิกอันตรายไม่ให้เข้ามากระทบกับ Workload หลักของบริษัท
