คำตอบสั้น ๆ: ติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยของ Windows Server ผ่าน Settings หรือ sconfig ตั้งโหมดอัปเดตอัตโนมัติให้เหมาะกับงาน และแก้ปัญหาอัปเดตค้างหรือติดตั้งไม่สำเร็จ
คู่มือนี้อธิบาย Windows Server ทีละขั้นตอน พร้อมคำสั่งที่ใช้ได้จริงและปัญหาที่พบบ่อย
การติดตั้งอัปเดตของ Windows Server อย่างสม่ำเสมอเป็นการป้องกันพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ช่องโหว่ที่ถูกนำไปใช้โจมตีจริงส่วนใหญ่มีแพตช์ออกมาแล้วก่อนเกิดเหตุ Microsoft ออกอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนทุกวันอังคารที่สองของเดือน (Patch Tuesday) ตามเวลาสหรัฐอเมริกา ซึ่งตรงกับเช้าวันพุธตามเวลาประเทศไทย
บทความนี้แสดงสองวิธี คือผ่านหน้า Settings แบบกราฟิก และผ่านเครื่องมือ sconfig ซึ่งใช้ได้ทั้งบน Server Core และ Desktop Experience พร้อมวิธีตั้งค่าการอัปเดตอัตโนมัติ และแก้ปัญหาอัปเดตค้าง
สิ่งที่ต้องเตรียม (Windows Server)
- Windows Server 2019 หรือ 2022 และบัญชีในกลุ่ม Administrators
- พื้นที่ว่างในไดรฟ์ C: อย่างน้อยประมาณ 10 GB เพื่อให้ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ครบ
- สำรองข้อมูลหรือทำ Snapshot ก่อน อัปเดตบางตัวอาจทำให้โปรแกรมเฉพาะทางทำงานผิดปกติ ดูวิธีได้ที่ การ Backup Server บน Cloud ของ TDC
- ช่วงเวลาที่รีบูตเครื่องได้ เพราะอัปเดตส่วนใหญ่ต้องรีสตาร์ต และเครื่องจะหยุดให้บริการระหว่างนั้น
วิธีที่ 1: อัปเดตผ่าน Settings
- คลิก Start แล้วเลือก Settings > Update & Security > Windows Update
- กด Check for updates ระบบจะค้นหาและเริ่มดาวน์โหลดอัปเดตที่พบ
- รอจนสถานะของแต่ละรายการเปลี่ยนเป็น Pending restart หรือขึ้นปุ่ม Restart now
- บันทึกงานและแจ้งผู้ใช้ที่เชื่อมต่ออยู่ แล้วกด Restart now
- หลังเครื่องกลับมา เข้าหน้าเดิมแล้วกด Check for updates อีกรอบ บางครั้งอัปเดตชุดถัดไปจะปรากฏหลังติดตั้งชุดแรกเสร็จ ทำซ้ำจนขึ้นว่า You're up to date
ที่หน้าเดียวกัน เมนู Change active hours ใช้กำหนดช่วงเวลาทำงานที่ไม่ต้องการให้ระบบรีสตาร์ตเอง และ View update history ใช้ดูว่าอัปเดตใดติดตั้งสำเร็จหรือล้มเหลว
วิธีที่ 2: อัปเดตผ่าน sconfig
sconfig คือเมนูตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์แบบข้อความ ใช้ได้ดีเมื่อเชื่อมต่อผ่าน Console หรือเป็น Server Core บน Windows Server 2022 sconfig ถูกเขียนใหม่เป็น PowerShell ส่วน Windows Server 2019 เป็นเวอร์ชันเดิม หมายเลขเมนูหลักของสองรุ่นตรงกัน แต่ข้อความในเมนูย่อยต่างกันเล็กน้อย
ขั้นตอนที่ 1: เปิด sconfig
เปิด Command Prompt หรือ PowerShell แบบ Run as Administrator แล้วพิมพ์
sconfig
จะเห็นเมนูหมายเลข 1-15 ส่วนที่เกี่ยวกับการอัปเดตคือ 5) Windows Update settings (บน 2022 แสดงเป็น Update setting) และ 6) Install updates
ขั้นตอนที่ 2: ติดตั้งอัปเดต
- พิมพ์
6แล้วกด Enter - ระบบจะถามว่าจะค้นหาอัปเดตประเภทใด ตัวเลือกหลักคืออัปเดตทั้งหมด (All quality updates / All updates) หรือเฉพาะที่แนะนำ (Recommended) สำหรับเซิร์ฟเวอร์ใช้งานจริงแนะนำให้เลือกแบบทั้งหมดเพื่อให้ได้แพตช์ความปลอดภัยครบ
- ระบบจะแสดงรายการอัปเดตที่พบ แล้วถามให้เลือกติดตั้งทั้งหมด (All) หรือเลือกทีละรายการ ตอบตัวเลือกติดตั้งทั้งหมด (โดยทั่วไปคือ
A) - รอการดาวน์โหลดและติดตั้ง ถ้าระบบต้องรีสตาร์ตจะถามยืนยัน ตอบ
Yเมื่อพร้อม
ถ้าต้องการรีสตาร์ตภายหลัง ใช้เมนู 13) Restart server ใน sconfig หรือคำสั่ง Restart-Computer
ขั้นตอนที่ 3: ตั้งค่าการอัปเดตอัตโนมัติ
เลือกเมนู 5 ระบบจะให้เลือกโหมด
| ตัวเลือก | ความหมาย | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| A (Automatic) | ดาวน์โหลดและติดตั้งเอง รวมถึงรีสตาร์ตตามตารางเวลา | เซิร์ฟเวอร์ที่หยุดได้ช่วงกลางคืน |
| D (Download only) | ดาวน์โหลดไว้ รอผู้ดูแลกดติดตั้ง | เซิร์ฟเวอร์ที่ต้องควบคุมเวลารีบูตเอง |
| M (Manual) | ไม่ตรวจหาอัปเดตเอง | เฉพาะกรณีมีระบบจัดการแพตช์อื่นอยู่แล้ว |
สำหรับ SME ที่ไม่มีระบบจัดการแพตช์ แนะนำ D แล้วตั้งรอบเข้ามาติดตั้งและรีบูตเองทุกเดือนหลัง Patch Tuesday ถ้าเลือก Manual ต้องมีวินัยเข้ามาอัปเดตเอง ไม่เช่นนั้นเครื่องจะค้างแพตช์เป็นเวลานาน