คำตอบสั้น ๆ: ย้ายโดเมนไปผู้ให้บริการรายใหม่ ตั้งแต่ตรวจสถานะ ปลดล็อก ขอ Auth Code ยื่นคำขอ จนตรวจผล โดยเตรียม DNS ให้เว็บและอีเมลไม่สะดุด
คู่มือนี้อธิบาย Domain Transfer ทีละขั้นตอน พร้อมคำสั่งที่ใช้ได้จริงและปัญหาที่พบบ่อย
การย้ายโดเมน (Domain Transfer) คือการเปลี่ยนผู้ให้บริการที่ดูแลการจดทะเบียนโดเมน (Registrar) จากรายเดิมไปยังรายใหม่ โดยที่คุณยังเป็นเจ้าของโดเมนเหมือนเดิม นิยมทำเมื่อต้องการรวมการต่ออายุโดเมนไว้ที่เดียวกับ Hosting หรือเมื่อผู้ให้บริการเดิมให้บริการไม่สะดวก
สิ่งที่มักเข้าใจผิดคือ การย้ายโดเมนไม่ใช่การย้ายเว็บไซต์หรืออีเมล และการย้ายเว็บไปเซิร์ฟเวอร์ใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องย้ายโดเมน (ใช้การชี้ DNS แทนได้ ดู ชี้โดเมนไปยังเซิร์ฟเวอร์) บทความนี้อธิบายขั้นตอนย้ายโดเมนสากล เช่น .com, .net, .org ซึ่งใช้ Auth Code และข้อควรระวังที่ทำให้เว็บและอีเมลไม่สะดุดระหว่างย้าย
สิ่งที่ต้องเตรียม (Domain Transfer)
- สิทธิ์เข้าบัญชีของผู้ให้บริการจดโดเมนรายเดิม
- อีเมลของผู้ถือครองโดเมน (Registrant) ที่ยังใช้งานได้ เพราะอาจมีอีเมลยืนยันส่งมา
- โดเมนต้องไม่อยู่ในช่วงที่ย้ายไม่ได้ เช่น เพิ่งจดหรือเพิ่งย้ายมาไม่นาน หรือหมดอายุแล้ว (ดูขั้นตอนที่ 1)
- รายการ DNS Record ทั้งหมดของโดเมน บันทึกเก็บไว้ก่อนเริ่ม
ขั้นตอนที่ 1: ตรวจว่าโดเมนพร้อมย้ายหรือไม่ (Domain Transfer)
ตรวจข้อมูลโดเมนด้วยบริการ RDAP/WHOIS เช่น ICANN Lookup หรือคำสั่ง whois example.com บน macOS และ Linux แล้วดูรายการต่อไปนี้
- Creation Date และวันที่ย้ายครั้งล่าสุด: ตามนโยบายของ ICANN ปัจจุบัน โดเมนสากลที่เพิ่งจดหรือเพิ่งย้าย Registrar มาภายใน 60 วัน โดยทั่วไปจะยังย้ายไม่ได้ (ICANN มีการปรับปรุงนโยบายการย้ายโดเมนเป็นระยะ ให้ตรวจเงื่อนไขล่าสุดกับผู้ให้บริการ)
- Registry Expiry Date: หากโดเมนหมดอายุแล้วหรือใกล้หมดอายุมาก ให้ต่ออายุกับผู้ให้บริการเดิมก่อน เพราะโดเมนที่หมดอายุอาจย้ายไม่ได้ หรืออาจหลุดระหว่างรอการย้าย
- Domain Status: ถ้ามี
clientTransferProhibitedแปลว่าโดเมนถูกล็อกการย้ายไว้ ต้องปลดล็อกในขั้นตอนที่ 3 ถ้ามีสถานะอื่น เช่นserverTransferProhibited,redemptionPeriodหรือpendingDeleteต้องติดต่อผู้ให้บริการเดิมก่อน
หมายเหตุ: หากเพิ่งเปลี่ยนชื่อหรือข้อมูลผู้ถือครองโดเมน ผู้ให้บริการบางรายจะล็อกการย้ายไว้ชั่วคราว (มักเป็น 60 วัน) เว้นแต่จะเลือกไม่รับการล็อกนี้ตอนแก้ข้อมูล ให้ถามผู้ให้บริการเดิมก่อนแก้ข้อมูลผู้ถือครอง
ขั้นตอนที่ 2: เตรียม DNS ไม่ให้สะดุด (Domain Transfer)
ระหว่างการย้าย และหลังย้ายเสร็จ Name Server ของโดเมนอาจเปลี่ยน ถ้าตอนนี้ใช้ DNS ของผู้ให้บริการจดโดเมนเดิม ซึ่งมักจะหยุดให้บริการเมื่อโดเมนย้ายออก ให้เลือกทางใดทางหนึ่งก่อนเริ่มย้าย
- ย้าย DNS ไปใช้ที่ Hosting หรือ Cloudflare ก่อน แล้วรอให้ Name Server ใหม่มีผล จากนั้นจึงเริ่มย้ายโดเมน วิธีนี้ปลอดภัยที่สุด (ดู ทำ DNS ใช้เองด้วย Cloudflare)
- หรือสร้าง DNS Zone ที่ผู้ให้บริการใหม่ให้ครบทุก Record ตามที่บันทึกไว้ แล้วเปลี่ยน Name Server ทันทีที่ย้ายเสร็จ
หากโดเมนเปิดใช้ DNSSEC อยู่ และจะเปลี่ยนผู้ดูแล DNS ด้วย ให้ปิด DNSSEC (ลบ DS Record) ที่ผู้ให้บริการเดิม และรออย่างน้อย 1-2 วันก่อนเปลี่ยน Name Server มิฉะนั้นโดเมนจะใช้งานไม่ได้ในช่วงที่กุญแจไม่ตรงกัน
ขั้นตอนที่ 3: ปลดล็อกโดเมนและขอ Auth Code (Domain Transfer)
- ล็อกอินหน้าจัดการโดเมนของผู้ให้บริการเดิม
- หาตัวเลือกชื่อทำนอง Registrar Lock, Transfer Lock หรือ Domain Lock แล้วปิด (Unlock)
- หาตัวเลือกชื่อทำนอง Get EPP Code, Auth Code หรือ Transfer Code ระบบอาจแสดงรหัสบนหน้าจอหรือส่งไปทางอีเมลของผู้ถือครอง ผู้ให้บริการบางรายต้องให้ขอผ่านฝ่ายบริการลูกค้า
- หากเปิดบริการปิดบังข้อมูลผู้ถือครอง (WHOIS Privacy) ไว้ และผู้ให้บริการแนะนำให้ปิดก่อนย้าย ให้ปิดตามคำแนะนำ
Auth Code เป็นเหมือนรหัสผ่านของโดเมน มักเป็นตัวอักษรผสมตัวเลขและสัญลักษณ์ยาวประมาณ 8-32 ตัว ใครที่มีรหัสนี้ขณะโดเมนปลดล็อกอยู่สามารถยื่นขอย้ายโดเมนได้ จึงห้ามส่งในช่องทางสาธารณะ และส่งให้เฉพาะผู้ให้บริการปลายทางผ่านช่องทางที่เขากำหนดเท่านั้น
ขั้นตอนที่ 4: ยื่นคำขอย้ายที่ผู้ให้บริการใหม่
- ที่ผู้ให้บริการใหม่ เลือกบริการ Transfer Domain แล้วกรอกชื่อโดเมน
- กรอก Auth Code ให้ตรงทุกตัวอักษร ระวังช่องว่างหน้าหรือหลังรหัสเมื่อคัดลอก และตัวอักษรที่คล้ายกัน เช่น
0กับOหรือlกับ1 - ชำระค่าบริการย้าย สำหรับโดเมนสากลส่วนใหญ่ การย้ายจะรวมการต่ออายุเพิ่ม 1 ปี และวันหมดอายุเดิมที่เหลืออยู่จะไม่หายไป
- ถ้าได้รับอีเมลขอให้ยืนยันการย้ายจากผู้ให้บริการใหม่หรือเดิม ให้กดยืนยันตามลิงก์ในอีเมล